เหนื่อยง่ายเกิดจากอะไร | Biospray BiosprayPlus

Posts Tagged ‘เหนื่อยง่ายเกิดจากอะไร’

เหนื่อยง่าย

เหนื่อยง่าย

อาการเหนื่อยง่ายสำคัญอย่างไร

อาการเหนื่อยง่ายเป็นสัญญาณเตือนอันตรายอย่างหนึ่งของร่างกาย โดยปกติแล้วท่านอาจรู้สึกเหนื่อยได้ หากท่านผ่านการทำงานหนัก หรือออกกำลังกาย แต่หากท่านมีอาการเหนื่อยง่ายอย่างฉับพลัน เหนื่อยง่ายอยู่บ่อย ๆ รู้สึกเหนื่อยหลังจากล้มตัวลงนอน ท่านกำลังตกอยู่ในภาวะที่ต้องใส่ใจสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นอาจหมายถึง “อันตรายจากโรคภัย” ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวท่าน

อาการเหนื่อยง่ายเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

โรคปอด เช่น โรคหอบหืด โรคปอดบวม หลอดลมอักเสบเรื้อรัง มะเร็งปอด น้ำท่วมปอด หรือถุงลมปอดโป่งพอง

โรคหัวใจ เช่น หัวใจขาดเลือด การทำงานของหัวใจล้มเหลว หรือลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว

ปัญหาของเส้นเลือด หรือเลือด เช่น ภาวะเลือดจาง หรือมีการอุดตันของเส้นเลือดในปอด

ความเครียด ความวิตกกังวล

ภาวะเลือดเป็นกรดมากกว่าปกติ ซึ่งสามารถเกิดได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ภาวะเกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุลย หรือการขาดน้ำอย่างรุนแรง

การขึ้นที่สูงอย่างรวดเร็ว โดยที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

การสูบบุหรี่

ปฎิกริยาแพ้ต่อสารกระตุ้น

เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจ เช่น สำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหลอดลม

สมรรถภาพกายต่ำกว่าปกติ หรือสุขภาพกายไม่สมบูรณ์

เหตุอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ เช่น อ้วน ต่อมทอนซิลโต ผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น แอมเฟตตามีน แต่ในบางรายก็ไม่สามารถค้นหาสาเหตุได้พบ

อาการที่ควรพบแพทย์ทันที

เหนื่อยแม้ขณะพัก

เหนื่อยง่ายร่วมกับมีอาการเจ็บบริเวณหน้าอก

เหนื่อยง่ายร่วมกับไอเป็นเลือด

อาการที่ควรพบแพทย์โดยเร็ว

เหนื่อยง่ายที่อาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

เหนื่อยง่ายร่วมกับมีไข้ และรู้สึกไม่สบาย

เหนื่อยง่ายร่วมกับมีเท้าบวม

อาการที่ควรพบแพทย์เมื่อมีโอกาส

เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายขณะที่ออกกำลังกาย

ถ้ามีอาการเหนื่อยง่าย หรือความสามารถในการออกกำลังกายของท่านเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ท่านควรปรึกษาแพทย์ และถ้าท่านสูบบุหรี่ควรเลิกสูบทันที

ที่มา : bangkokhealth.com

ปวดเมื่อย เหนื่อยเพลีย

ปวดเมื่อย เหนื่อยเพลีย

ในวารสารคลินิกสองเดือนที่ผ่านมา เราคุยกันถึงคนไข้กลุ่ม somatization หรือคนไข้ ที่มาหาด้วยอาการหลายๆ ระบบกันไปแล้ว. ในเดือนนี้เราจะมาคุยกันถึงคนไข้อีกกลุ่มหนึ่ง ที่พบมากที่แผนกผู้ป่วยนอก คนไข้กลุ่มนี้มักมาหาคุณหมอด้วยอาการปวดๆ เมื่อยๆ บางคนปวดมาก บางคนปวดน้อย ตรวจรักษาให้ยาเท่าไรก็ไม่หายสักที ละเหี่ยใจกันไปทั้งคนไข้และหมอ.

เมืองไทยเรามีคนไข้กลุ่มนี้เยอะครับ ถ้าคุณหมอลองเก็บสถิติจากห้องตรวจโรคผู้ป่วยนอกแล้วละก็ จะพบว่ากลุ่มอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ มีจำนวนคนไข้สูงเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว แถมกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่รักษายาก มักจะกลับมาหาหมอบ่อยๆ หรือมักจะเปลี่ยนหมอเปลี่ยนสถานพยาบาลไปเรื่อยๆ ในฉบับนี้เราจะมาหาแนวทางการดูแลคนไข้กลุ่มนี้ร่วมกันครับ.

ก่อนอื่นเลย คุณหมอควรทำความเข้าใจกับธรรมชาติของคนไข้ในกลุ่มอาการปวดเมื่อยกระดูก ข้อและกล้ามเนื้อ มีอาการเหนื่อยๆ และอ่อนเพลียร่วมด้วยเสียก่อน คนไข้กลุ่มนี้ยังสามารถจำแนกย่อยได้เป็น 2 กลุ่มก็คือ กลุ่มที่มีพยาธิสภาพของโรคชัดเจน เช่น เป็นโรคข้ออักเสบ เป็นต้น กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถหาพยาธิสภาพซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดเมื่อยได้.1

การดูแลคนไข้ในกลุ่มแรกไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะมีสาเหตุของโรคที่ชัดเจน คุณหมอก็รักษาไปตามอาการของโรค คนไข้ก็มักจะอาการปวดทุเลาขึ้น ในขณะที่คนไข้ในกลุ่มที่สองจะดูแลยากกว่า แถมรักษาไปแล้วคนไข้อาจจะเริ่มมีปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมาได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า, บางรายมีอาการปวดเรื้อรังมานาน ในที่สุดเลยพัฒนากลายไปเป็น somatization หรือโรคจิตเวชอื่นๆ เป็นต้น.

นอกจากจะแบ่งคนไข้ออกเป็นสองกลุ่มตามสาเหตุของอาการปวดเมื่อยแล้ว เรายังสามารถแบ่งคนไข้ได้อีกแบบโดยใช้อาการของคนไข้เป็นหลัก ได้แก่ คนไข้ที่มีอาการปวดเรื้อรังมานาน และไม่สามารถจะดำรงชีวิตประจำวันให้เป็นปกติได้ กับคนไข้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง แต่ยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวัน สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างเป็นปกติ2 ซึ่งคนไข้ทั้ง 2 กลุ่มนี้ คุณหมอจะต้องให้การดูแลที่แตกต่างกันออกไปครับ.

ก่อนที่เราจะคุยกันว่า จะให้การดูแลคนไข้กลุ่มอาการปวดเรื้อรัง (chronic pain) อย่างไรบ้างนั้น มีหลักการสำคัญเกี่ยวกับเรื่องอาการปวดเมื่อยเรื้อรังดังนี้ครับ.

- อาการปวดเมื่อยเรื้อรังเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในเวชปฏิบัติ สาเหตุอาจจะเกิดจากโรคเรื้อรังบางอย่าง หรืออาจจะไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนเลยก็ได้.
- หากคุณหมอพบคนไข้มีอาการปวดเมื่อยเรื้อรังมานานเกินกว่า 6 เดือนละก็ ให้นึกไว้เสมอเลยครับว่าคนไข้มักมีปัญหาเรื่องของจิตใจ (psychosocial) ร่วมด้วยเสมอ.3
- พึงระลึกไว้เสมอครับว่า อาการปวดที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังนั้น รบกวนการดำรงชีวิตของผู้ป่วยในทุกๆ มิติ ตั้งแต่ทางด้านกายภาพ จิตใจ อารมณ์ ไปจนถึงการใช้ชีวิตในสังคมของคนไข้.4
- หลักการในการรักษาอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กับการรักษาอาการปวดแบบเฉียบพลัน.5

อาการปวดที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน มักมีสาเหตุชัดเจน และเป็นอาการที่รักษาได้หายขาด ในขณะที่อาการปวดเมื่อยแบบเรื้อรังเป็นอาการที่รักษาไม่ค่อยหาย คุณหมอและคนไข้จำเป็นต้องคุยกันให้ชัดเจนในประเด็นนี้ครับ อาจจะมีการตั้งเป้าหมายของการรักษาร่วมกัน ให้คนไข้ได้ทราบว่าอาการอาจจะไม่หายขาด แต่คุณหมอจะช่วยควบคุมอาการปวดของเขาให้ลดน้อยลง สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น.

- หากคุณหมอลองสังเกตคนไข้ที่มาหาให้ละเอียดแล้ว ก็จะพบว่า อาการปวดเมื่อยเฉียบพลัน (acute pain) มักจะคล้ายกับอาการของคนไข้ที่มีความวิตกกังวล (anxiety) คือ คนไข้จะมีชีพจรเต้นเร็ว, บางครั้งมีความดันเลือดสูงกว่าปกตินิดหน่อย, รูม่านตา ขยาย, กล้ามเนื้อตึงตัว, คนไข้บางรายอาจหายใจเร็วแบบ hyperventilation.

ในขณะที่คนไข้ที่มีอาการปวดเมื่อยแบบเรื้อรัง มักจะมีอาการคล้ายคนไข้ซึมเศร้า (depression) คือ มีอาการปวดเรื้อรังที่บอกสาเหตุและลักษณะของการปวดได้ไม่ชัดเจน, ตรวจร่างกายไม่ค่อยพบมีความผิดปกติอะไร, หลายรายมีอาการระบบอื่นๆ ร่วมด้วย, คนไข้หลายรายอาจแสดงอาการปวดให้เห็นมากจนเกินจริง เป็นต้น.6

- หัวใจสำคัญของการรักษาผู้ป่วยกลุ่มปวดเมื่อยเรื้อรัง ก็คือบุคคลที่อยู่แวดล้อม นับตั้งแต่พ่อแม่, ญาติพี่น้อง, สามีภรรยาหรือคนรัก, เพื่อนฝูงทั้งหมดนี้ควรจะต้องเข้าใจและสามารถช่วยคนไข้ในเรื่องของการปรับตัว.

เมื่อคุณหมอเข้าใจถึงหลักการดูแลคนไข้กลุ่มนี้แล้ว ก็มาถึงวิธีการละครับว่า เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ผมมีหลักการดูแลคนไข้อาการปวดเรื้อรังมาเสนอ ดังต่อไปนี้ครับ (หลักการต่อไปนี้ นอกจากใช้ได้กับอาการปวดเมื่อยเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุแล้ว คุณหมออาจจะนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังอื่นๆ เช่น อาการปวดจากโรคมะเร็งได้อีกด้วยครับ)

1. ก่อนจะเริ่มทำการรักษา คุณหมอควรแน่ใจว่าคนไข้เข้าใจแล้วว่า อาการของตนเองอาจไม่หายขาด มีการตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าหมอและคนไข้จะร่วมมือกัน เพื่อทำให้อาการปวดลดน้อยลง และสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ.

นอกจากนี้ ในการพูดคุยกันคุณหมอควรบอกให้คนไข้รู้ว่า สิ่งสำคัญของการรักษาอาการกลุ่มนี้ก็คือการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง การตรวจทางห้องปฏิบัติการมากๆ อาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องคุยเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะคนไข้กลุ่มปวดเมื่อยเรื้อรัง มักจะเปลี่ยนหมอไปเรื่อยๆ และหลายคนต้องการตรวจเลือด เอกซเรย์ ตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ โดยไม่มีความจำเป็น ดังนั้น คุณหมอกับคนไข้ควรทำ ความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ตรงกันเสียก่อน.

2. เมื่อคนไข้และหมอเข้าใจถึงจุดประสงค์ในการรักษาตรงกันแล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณหมอจะต้องค้นหาว่า อาการปวดของคนไข้นั้น ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตของเขาบ้าง มีกิจกรรมอะไรที่คนไข้เคยทำได้ แต่ตอนนี้มีอาการปวดจนทำไม่ได้แล้ว คนไข้เคยไปรักษาอาการแบบนี้ที่ไหนมาแล้วบ้าง มีเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องคนไหนที่มีอาการแบบนี้หรือเปล่า.

การพูดคุยกับคนไข้ถึงแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับอาการปวด นอกจากทำให้คุณหมอเข้าใจคนไข้แล้ว ยังจะทำให้คนไข้เข้าใจตัวเองได้ดีขึ้นอีกด้วย.

3. คุยกับคนไข้ให้ชัดเจนว่าอะไรที่คุณหมอทำ ให้เขาได้ อะไรที่ทำให้ไม่ได้ ให้ความมั่นใจว่า ถึงแม้จะทำให้หายปวดโดยเด็ดขาดไม่ได้ แต่คุณหมอก็จะพยายามทำให้อาการปวดของคนไข้ลดลง หากไม่แน่ใจว่าจะคุยอย่างไรดี คุณหมออาจลองใช้บทสนทนาข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างก็ได้ครับ
คนไข้ : ผมอยากให้หายปวดสักที แบบ หายขาดเลยน่ะครับ
หมอ : หมอเข้าใจครับว่าอาการปวดทำให้คนไข้ทุกข์และไม่สบายใจ ถึงแม้ว่าหมอจะทำให้อาการปวดหายขาดไม่ได้ แต่หมอจะดูแลให้อาการปวดของคุณลดลงครับ

4. หากเป็นไปได้แล้วละก็ คุณหมอควรเลี่ยงการให้ยาแก้ปวดในกลุ่ม narcotic drug ตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่ายากลุ่มนี้ใช้แล้วทำให้คนไข้เกิดอาการเสพติดได้ แต่ถ้าหากมีความจำเป็นจริงๆ ก็สามารถให้ได้ โดยควรเริ่มให้ในปริมาณต่ำๆ ก่อน และแนะนำการใช้ยาให้คนไข้เข้าใจครับ.

5. ให้คุณหมอนึกอยู่เสมอว่า คนไข้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดที่ไหน ปวดอย่างไร คนไข้กลุ่มนี้มีความทุกข์และทรมาน แสดงให้คนไข้เห็นว่าคุณหมอเข้าใจในทุกข์ของเขาเหล่านั้นนะครับ และอย่าลืมให้กำลังใจกับคนไข้ด้วยครับ.
หมอ : ผมเข้าใจนะครับว่าอาการปวดทำให้คุณทรมานมาก ทำให้ต้องงดกิจกรรมหลายๆอย่างที่เคยทำไป
คนไข้ : หมอจะเข้าใจได้อย่างไร หมอไม่ได้เป็นผมนี่ครับ ลองหมอมาปวดแบบที่ผมปวดมั่งสิ
หมอ : ถึงผมไม่ได้มีอาการปวดด้วยตัวเอง แต่ผมพอจะนึกภาพออกครับ และต้องขอชมว่าคุณสามารถปรับตัวกับอาการปวดได้ดีมาก จนสามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้

6. ขอแนะนำให้ใช้หลัก “SPEAK” ของ Christensen ในการดูแลคนไข้กลุ่มนี้ครับ8

SPEAK
เป็นตัวย่อมาจากคำว่า
S-Daily Schedule พยายามแนะนำให้คนไข้ทำกิจวัตรประจำวันของเขาอย่างสม่ำเสมอ ทำเท่าที่จะสามารถกระทำได้.
P-Pleasurable Event แนะนำให้คนไข้และญาติ มีกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกันในครอบครัวบ้าง เช่น ไปฟังดนตรีหรือคอนเสิร์ต, ออกไปกินอาหารนอกบ้าน, เดินทางท่องเที่ยวร่วมกัน เป็นต้น เพื่อคนไข้จะได้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียดกับอาการปวดมากจนเกินไป.
E-Exercise แนะนำให้คนไข้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เท่าที่จะสามารถทำได้ เช่น เดินออกกำลังกายรอบบ้าน หรือถ้าปวดเมื่อยมากๆ ก็อาจจะแค่แกว่งแขนขาเป็นประจำ เป็นต้น ทำเท่าที่คนไข้สามารถทำไหวครับ.
A-Assertive Your Need ตั้งเป้าหมายการรักษาที่ต้องการให้ชัดเจน ร่วมกับแพทย์ผู้ดูแลรักษา และตั้งเป้าหมายที่สามารถเป็นไปได้จริง เช่น คนไข้อาจจะปวดจนลุกจากเตียงไม่ได้ ก็ตั้งเป้าหมายว่าหมอจะดูแลให้อาการปวดดีขึ้น จนคนไข้สามารถลุกจากเตียง พอจะเดินไปไหนมาไหนในบ้านได้ เป็นต้น.
K-Kind Thoughts แนะนำให้คนไข้คิดบวก คิดดีกับตนเอง แทนที่จะมานั่งท้อแท้หมดอาลัย หรือนั่งโทษนั่นนี่ การคิดบวกจะทำให้คนไข้มีกำลังใจที่ จะเดินไปข้างหน้าครับ.

7. ในกรณีที่คนไข้มีอาการปวดมากจนเดินเหินไม่ได้ หรือมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งทุพพลภาพไป เช่นนี้แล้ว คุณหมออาจจะต้องพิจารณาถึงการจดทะเบียนผู้พิการให้กับคนไข้นะครับ เพื่อที่คนไข้ของคุณหมอจะได้รับสิทธิและสวัสดิการต่างๆที่รัฐและกระทรวงสาธารณสุขจัดเอาไว้ให้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรจะสื่อสารให้คนไข้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์การจดทะเบียน ผู้พิการเสียก่อน.

8. ปัจจุบันนี้ ในหลายๆ จังหวัดมีการตั้งคลินิกควบคุมอาการปวด หรือ pain management pro-gram ขึ้น หากคนไข้ของคุณหมอมีอาการปวดทรมานมาก คุณหมออาจจะส่งตัวต่อไปยังคลินิกดังกล่าว หรือประสานงานขอความช่วยเหลือได้ครับ.

9. หลักสำคัญสุดท้ายในการดูแลคนไข้ปวดเรื้อรัง ผมขอย้ำในสิ่งที่เราได้คุยกันไปก่อนหน้านี้แล้ว นั่นก็คือ
- อย่าให้ความหวังที่เป็นไปไม่ได้กับคนไข้เด็ดขาด.
- อย่าคิดว่าคนไข้ไม่ปวดจริง.
- อย่าให้ยาแก้ปวดกลุ่มที่มีฤทธิ์เสพติดโดยไม่จำเป็น

ที่มา : วารสารคลินิก เล่ม 286

ด้วยความปรารถนาดีจาก
http://www.bionutric-hy.com/