ยารักษาโรคเบาหวาน | Biospray BiosprayPlus

ยารักษาโรคเบาหวาน

ยารักษาโรคเบาหวาน

 โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ทั้งนี้เพราะฮอร์โมนอินซูลินที่สร้างขึ้นมาในร่างกายของเรามีหน้าที่ในการนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานของร่างกาย
        โดยปกติแล้วอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่กินเข้าไปใช้เป็นพลังงาน จะต้องถูกย่อยที่ทางเดินอาหารไปเป็นน้ำตาลขนาดเล็กๆ แล้วจึงถูกดูดซึมเข้าสู่เลือด กระจายไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย และต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลินในการนำน้ำตาลเหล่านี้เข้าสู่เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ นำไปใช้เป็นพลังงานในที่สุด
ทว่าภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกตินี้ เกิดจากความผิดปกติของอินซูลิน ซึ่งอาจเกิดจากปริมาณฮอร์โมนอินซูลินที่มีน้อยกว่าปกติ หรือบางคนอาจมีระดับฮอร์โมนอินซูลินเป็นปกติแต่อินซูลินที่มีอยู่นี้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติก็ได้
   
สังเกตว่าเป็นโรคเบาหวานได้อย่างไร?
         คำว่า “เบาหวาน” ที่เป็นชื่อเรียกโรคนี้มาจากคำไทยสองคำ คือ “เบา” ซึ่งหมายถึง ปัสสาวะ และ “หวาน” ซึ่งหมายถึงรสชาติหวาน เมื่อนำมาผสมกันก็จะหมายถึงโรคที่มีปัสสาวะรสหวาน หรือมีนัยว่ามีน้ำตาลละลายอยู่ในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีรสหวาน ซึ่งไม่พบในคนปกติ ทั้งนี้เพราะในเลือดมีน้ำตาลอยู่มากเกินไป น้ำตาลที่มีปริมาณสูงเกินไปนี้จะถูกขับทิ้งออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีรสหวานของน้ำตาล
          นอกจากนี้ ในผู้ป่วยเบาหวานจะมีอาการปัสสาวะบ่อยๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ต้องตื่นกลางดึกมาเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะบ่อยขึ้น มีอาการอ่อนเพลีย หิวบ่อย ชาตามปลายมือปลายเท้า เป็นต้น
   
ผู้ป่วยเบาหวานมากกว่าครึ่งไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวาน
          ยิ่งไปกว่านั้นมีรายงานสำรวจพบว่า “กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวานไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน” หรือผู้ป่วยจำนวนมากเป็นโรคเบาหวานแล้ว แต่ไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน
เมื่อไม่รู้ตัวว่าเป็นก็ไม่ได้ไปหาหมอเพื่อให้การรักษา ส่งผลให้โรคลุกลามเป็นมากขึ้น บางคนเป็นมากจนรู้สึกชาตามปลายมือปลายเท้า หรือตาเริ่มมองไม่เห็น หรือเป็นโรคไตแล้วจึงจะมาพบแพทย์ ทำให้ได้รับการรักษาช้ากว่าที่ควร
   
ใครคือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
          ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่ “ผู้ที่อ้วน มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน อายุตั้งแต่ ๔๕ ปีขึ้นไป และ/หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูง”
          ควรจะสังเกตความผิดปกติของตนเอง เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้นโดยเฉพาะกลางคืน มีอาการอ่อนเพลีย หิวบ่อย ชาตามปลายมือปลายเท้า เป็นต้น และควรไปตรวจน้ำตาลในเลือดเป็นประจำทุกปี จะได้ช่วยคัดกรองโรคเบาหวานแต่เนิ่นๆ จะได้ป้องกัน หรือได้รับการรักษาตามความเหมาะสม

ถ้าควบคุมเบาหวานไม่ได้ จะเกิดผลอย่างไร
           ดังที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า โรคเบาหวานคือระดับภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งน้ำตาลที่ละลายอยู่ในเลือดนี้ ถ้ามีระดับสูงอยู่เป็นระยะเวลานานๆ จะส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เสื่อมสภาพไป และส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่เป็นปัญหาสำคัญและพบได้บ่อย ได้แก่ ปลายมือปลายเท้า ไต ตา เป็นต้น
ดังนั้น จึงควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ ทั้งนี้เพื่อสุขภาวะของอวัยวะต่างๆ

ถ้าเป็นเบาหวานแล้วจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างไร
           คงจะยังจำได้ใช่ไหมครับว่า น้ำตาลในเลือด..มาจากไหน? ก็มาจากอาหารที่เรากินเข้าไป และเป็นอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเท่านั้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) ได้แก่ ข้าว ข้าวเหนียว ขนมปัง แป้ง โรตี ขนมจีน น้ำตาล ฯลฯ
อาหารประเภทแป้งและน้ำตาลนี้แหละเมื่อกินเข้าไปแล้วจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลแล้วดูดซึมเช้าไปในเลือด ถ้ากินอาหารประเภทนี้พอประมาณ ก็จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี

อาหารและการออกกำลังกาย เป็นคำตอบที่ดีที่สุด
          อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวช่วยอย่างดีในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดคือการออกกำลังกาย โดยเริ่มทีละเล็กทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไป จนสามารถออกกำลังกายให้ได้ตั้งแต่ ๓-๕ ครั้งต่อสัปดาห์ และแต่ละครั้งนาน ๓๐ นาทีขึ้นไป ก็จะช่วยให้ร่างกายควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ดียิ่งขึ้น
          การออกกำลังกายไม่เพียงแต่จะดีต่อโรคเบาหวานเท่านั้น ยังส่งผลดีเลิศต่อทุกระบบของร่างกายอีกด้วย เปรียบได้กับ “ยาวิเศษ” ที่ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะและความแข็งแรงของการทำงานของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท ระบบขับถ่าย ฯลฯ ช่วยให้การทำงานของร่างกายเป็นปกติ พักผ่อนได้เต็มที่ อารมณ์สดชื่น แจ่มใส

การใช้  “ยารักษาโรคเบาหวาน” อย่างชาญฉลาด
          สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว ควรจะใช้อย่างไรเพื่อให้ผลการรักษาอย่างดีที่สุด ทำให้เกิดประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด
๑. ควรปรึกษาหารือเรื่องการกินอาหารและการใช้ยากับแพทย์หรือเภสัชกร
          ข้อที่สำคัญที่สุดในการใช้ยารักษาโรคเบาหวาน เพราะว่ายาที่จะใช้นี้เพื่อช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
           เหตุที่ยกให้ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะน้ำตาลในเลือดจะสูงจะต่ำขึ้นอยู่กับอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไป ถ้ากินข้าวมากขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูงขึ้น ถ้าเราลดปริมาณข้าวลง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงตามไปด้วย
           นอกจากข้าวซึ่งเป็นแป้งชนิดหนึ่งแล้ว ยังรวมถึงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น ข้าวเหนียว ขนมปัง โรตี ขนมจีน น้ำตาล มันฝรั่ง บะหมี่ น้ำหวาน ฯลฯ
           ในโรคเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ซึ่งก็มาจากอาหารแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไป เมื่อเรากินยารักษาเบาหวานก็ต้องการให้ไปออกฤทธิ์ควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติ ซึ่งยาจะไปออกฤทธิ์กับน้ำตาลในเลือด และน้ำตาลในเลือดมาจากอาหาร
            ดังนั้น จึงควรใช้ยารักษาเบาหวานให้สัมพันธ์กับอาหารแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไป จึงจะได้ผลดีและไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง
ขอยกตัวอย่างดังนี้
“คุณสมชายเป็นโรคเบาหวาน และต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยมีวิธีใช้ ครั้งละ ๑ เม็ด วันละ ๒ ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ซึ่งถ้าคุณสมชายกินอาหาร วันละ ๓ มื้อ เช้า กลางวัน เย็น ก็คงไม่เป็นปัญหา
 แต่ถ้าคุณสมชายกินอาหารเพียงวันละ ๒ มื้อ คือ ตอนกลางวันและตอนเย็น และถ้าคุณสมชายกินยามื้อเช้า ยามื้อนี้ก็จะไปออกฤทธิ์…โดยที่ยังไม่ได้กินอาหาร
 ผลของการกินยามื้อเช้า แต่ไม่ได้กินอาหารเช้า ก็อาจทำให้ยาไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำเกินไป จนเกิดอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ใจสั่น หวิวหวิว และเป็นลมได้”

         บางคนระดับน้ำตาลต่ำมากจนเกิดอันตรายขึ้นได้ จึงขอสรุปการใช้ “ยารักษาโรคเบาหวาน” อย่างชาญฉลาด ข้อแรกว่า “ควรปรึกษาหารือเรื่องการกินอาหารและการใช้ยากับแพทย์หรือเภสัชกร” เพื่อการใช้ยารักษาเบาหวานให้สัมพันธ์กับอาหารแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไป จะได้เกิดประโยชน์ในการใช้ยา ไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หรือต่ำเกินไป หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
          ถ้าได้ยาไม่สัมพันธ์กับอาหาร เพราะด้วยภาวะสังคมปัจจุบันที่เร่งรีบไปเสียทุกอย่าง อาหารการกินก็อาจจะไม่ได้ตรงเวลาเสมอไป จึงควรไปปรึกษาเรื่องการใช้ยารักษาเบาหวานกับแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาเสมอ
๒. ควรใช้ยารักษาเบาหวานอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
          ข้อถัดมาที่สำคัญเช่นกันคือ การใช้ยารักษาเบาหวานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพราะยามีฤทธิ์ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง หรือต่ำเกินไป ตราบใดที่คนเรายังกินอาหาร ซึ่งต้องประกอบด้วยแป้งและ/หรือน้ำตาลเสมอ ตราบนั้นก็ยังคงต้องใช้ยารักษาโรคเบาหวานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าอาการผิดปกติของโรคเบาหวาน เช่น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน มีอาการอ่อนเพลีย หิวบ่อย ชาตามปลายมือปลายเท้า จะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม
           ขอย้ำอีกครั้งว่า ระดับน้ำตาลในเลือดที่ผิดปกตินี้ เกิดจากแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไป นอกจากยาแล้ว เรื่อง ปริมาณแป้งและน้ำตาล และการออกกำลังกาย ก็เป็นอีก ๒ เสาหลักที่สำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้

ฉบับที่แล้ว (หมอชาวบ้าน ฉบับที่ ๓๘๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๔) ฉลาดใช้.. “ยารักษาโรคเบาหวาน” ตอนที่ ๑ โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า โรคเบาหวานมีสาเหตุจากความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งน้ำตาลในเลือดนี้ได้จากอาหารพวกแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไป รวมถึงปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จะส่งผลต่อตา ไต หลอดเลือด และชาปลายมือปลายเท้า
          การสังเกตอาการเริ่มต้นของโรคเบาหวาน และการตรวจน้ำตาลในเลือดเพื่อช่วยในการวินิจฉัย ต่อจากนั้นก็เน้นย้ำว่า หัวใจของการดูแลรักษาโรคเบาหวาน ประกอบด้วย ๓ เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่ อาหารพวกแป้งและน้ำตาล ยารักษาโรคเบาหวาน และการออกกำลังกาย
          ได้เกริ่นถึงการใช้ยารักษาเบาหวานอย่างชาญฉลาดไปเพียง ๒ ข้อแรก ได้แก่
๑. ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องการใช้ยาให้สัมพันธ์สอดคล้องกับการกินอาหาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมๆ กับมีความปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่าย
๒. ควรใช้ยารักษาเบาหวานอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพื่อให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ไม่สูงหรือต่ำเกินไป จะได้ชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
ต่อไปเรามาคุยกันต่อ ถึง ฉลาดใช้… ยารักษาเบาหวาน ข้อ ๓-๖ ดังนี้

๓. ควรไปรับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
          เนื่องจากวัตถุประสงค์สำคัญของการรักษาโรคเบาหวาน คือ ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับเหมาะสมตลอดไป เพื่อช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งระยะสั้นและระยะยาวของโรคเบาหวาน
          ดังนั้น ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว หรือไม่มีอาการเริ่มต้นของโรคเบาหวานแล้วก็ตาม แต่เพื่อความไม่ประมาทผู้ป่วยก็ควรไปพบแพทย์ตามนัดตลอดไป เพราะแพทย์จะช่วยติดตามดูแลปรับเพิ่มหรือลดยาให้เหมาะสมกับระดับน้ำตาลในเลือดตลอดไป
          ไม่ใช่ว่าเมื่อไม่มีอาการของโรคเบาหวานแล้ว หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีแล้ว ก็ขาดการติดต่อกับแพทย์ไปเลย ถึงแม้ว่าจะควบคุมได้ดีแล้วก็ตาม ควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
๔. ไม่ควรเพิ่ม ลด หรือหยุดยาด้วยตนเอง
          อีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานบางคน ได้แก่ การปรับเพิ่ม ลด หรือหยุดยาโดยพลการด้วยตนเอง อาจจะด้วยความเบื่อหน่ายที่ต้องกินยาอยู่ทุกวัน (จึงหยุดยาเสียเลย) หรือรู้สึกทุกครั้งที่กินยาว่า ตนเองเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่คนปกติ (ก็เลยไม่อยากกินยา) หรือคิดว่าไม่มีอาการของโรคเบาหวานแล้ว และอาจคิดว่าหายดีแล้ว (ก็หยุดยาเสียเลย) หรือบางคนมีความเชื่อว่า ยาเป็นสิ่งที่ดีอยากหายเร็วๆ จึงกินยาเพิ่มเป็น ๒ เท่า
          ทั้งนี้ การเพิ่มยาด้วยตนเองเสี่ยงต่อการได้รับยามากเกินขนาด ซึ่งจะไปออกฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดที่มากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำจนเกินไป เกิดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อย ใจสั่น และบางคนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
          ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้ป่วยลดขนาดของยาหรือหยุดยาด้วยตนเองโดยพลการ (ไม่ได้ปรึกษาแพทย์) ก็อาจจะส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อยาลดลง ระดับน้ำตาลก็จะเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดอันตรายกับผู้ป่วยได้เช่นกัน ทั้งระยะสั้นที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากลดหรือหยุดยา หรือระยะยาวที่ส่งผลเสียต่อตา ไต หลอดเลือด และชาปลายมือปลายเท้า หลายคนเกิดแผลที่เท้าและรักษาให้หายได้ยาก จนต้องตัดขาจากแผลเบาหวาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมาก
          ดังนั้น จึงไม่ควรปรับเปลี่ยนขนาดยาด้วยตนเองเป็นอันขาด เพราะอาจเกิดอันตรายได้
๕. ไม่ควรหลอกแพทย์ ด้วยการลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ๒-๓ วันก่อนไปตรวจเลือด
          ผู้ป่วยเบาหวานบางคนอาจเคยถูกแพทย์ดุหรือตำหนิเมื่อไม่สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะได้ และอาจมีความรู้หรือประสบการณ์เพิ่มเติมอีกว่า ถ้าควบคุมอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลประมาณ ๒-๓ วัน ก่อนการไปตรวจเลือด ก็จะช่วยให้ผลการตรวจเลือดอยู่ในระดับปกติได้
          ดังนั้น เพื่อที่จะได้ไม่ถูกแพทย์ดุหรือตำหนิอีก (กลัวแพทย์เสียใจ) ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงทำการควบคุมลดอาหารพวกแป้งและน้ำตาลเฉพาะช่วงก่อนการไปเจาะเลือดประมาณ ๒-๓ วัน เพื่อให้ผลตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติ และไม่ถูกแพทย์ตำหนิในเรื่องนี้
          อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพียง ๒-๓ วันเท่านั้น ส่วนวันอื่นๆ ที่เหลือไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงปกติได้ ก็จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่นานๆ ซึ่งจะไปเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้ ไม่ว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม เป็นต้อหิน ต้อกระจก หรือส่งผลต่อไต ทำให้การทำงานของไตลดลง เสื่อมสภาพ และอาจเป็นไตวายได้ หรือส่งผลต่อหลอดเลือดและระบบประสาทอื่นๆ ได้
          ดังนั้น จึงไม่ควรหลอกแพทย์ ด้วยการลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ๒-๓ วันก่อนไปตรวจเลือด เพราะแพทย์จะเข้าใจผิดคิดว่า ควบคุมน้ำตาลได้ (ซึ่งจริงๆ ควบคุมได้เพียง ๒-๓ วัน ส่วนวันที่เหลือควบคุมไม่ได้) ทำให้แพทย์ไม่ได้ปรับยาให้เหมาะสมกับสภาวะของโรค ผลเสียก็จะตกแก่ผู้ป่วย เกิดการลุกลามของโรคเบาหวานมากยิ่งขึ้น
๖. ถ้าใช้ยาอื่นๆ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย
          ยาหลายชนิดอาจส่งผลต่อกันที่เรียกว่า ยาตีกัน (drug interaction) ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยได้ใช้ยาเพิ่มเติมนอกเหนือจากยารักษาโรคเบาหวาน จึงควรแจ้งแพทย์ผู้ให้การรักษาได้รับรู้ถึงยาอื่นๆ ที่ผู้ป่วยได้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรคอื่นๆ ยารักษาโรคเบาหวาน สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาที่ได้จากแพทย์สาขาอื่นๆ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นยาผู้ป่วยได้ใช้ด้วย เพราะพบว่ายิ่งผู้ป่วยได้ใช้ยามากชนิดขึ้นไปเท่าใด จะยิ่งทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดยาตีกันมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้
“นายสมชายเป็นโรคเบาหวานมา ๕ ปี ใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดที่กินครั้งละ ๑ เม็ด วันละ ๒ ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ซึ่งนายสมชายก็ได้ใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และพยายามกินอาหารพวกแป้งและน้ำตาลอย่างพอเหมาะ ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในสภาวะปกติได้
          ต่อมาเมื่อนายสมชายอายุมากขึ้น ได้รับการตรวจร่างกายประจำปี พบว่าเริ่มเป็นโรคความดันโลหิตสูง และแพทย์คนที่ ๒ จ่ายยาลดความดันโลหิตสูงเพิ่มให้
          เมื่อนายสมชายใช้ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดยิ่งสูงขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะยาลดความดันโลหิตสูงชนิดที่เป็นยาขับปัสสาวะ จะไปส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้น
         จะเห็นได้ว่า ยาลดความดันโลหิตสูงไปตีกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีเหมือนแต่ก่อน”

          ตัวอย่างนี้ เกิดจากยาตีกัน ซึ่งมีโอกาสเกิดได้มากขึ้น ถ้าผู้ป่วยใช้ยาหลายชนิดมากยิ่งขึ้น “ผู้ป่วยควรจดรายชื่อยาที่ผู้ป่วยใช้ประจำและพกติดตัวไว้” เมื่อไปรักษาหรือซื้อยา ก็ควรนำรายชื่อยาเหล่านี้ที่ผู้ป่วยใช้อยู่ประจำไปแจ้งให้กับแพทย์ หรือเภสัชกรที่รับรู้และช่วยหลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัญหาของยาตีกัน ดังตัวอย่างที่เล่าให้ฟัง
          การใช้ยาโรคเบาหวานอย่างฉลาด ด้วยการกินยาให้สอดคล้องกับการกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล และควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ควรลด เพิ่ม หรือหยุดยาด้วยตนเอง และควรไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรหลอกแพทย์ ด้วยการอดอาหารก่อนไปพบแพทย์ตามนัดก่อน ๒-๓ วัน และถ้ามีการใช้ยาชนิดอื่นๆ นอกเหนือจากที่แพทย์สั่งจ่ายให้แจ้งให้แพทย์ทราบด้วย
          ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ใช้ยาโรคเบาหวานอย่างฉลาด สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงปกติ จะได้ไม่มีปัญหาจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน ที่มักมีผลต่อตา ไต หลอดเลือด ระบบประสาท และชาตามปลายมือปลายเท้าได้ ผู้ป่วยจะได้มีความสุขทั้งกายและใจตลอดไป

ที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม 382

ด้วยความปรารถนาดีจาก
http://www.bionutric-hy.com/

 

 

~kitdanai3

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


No Responses Yet to “ยารักษาโรคเบาหวาน”

Leave a Reply