Biospray BiosprayPlus

Biospray Biosprayplus ไบโอสเปรย์ ไบโอสเปรย์พลัส

ไบโอสเปรย์ ไบโอสเปรย์พลัส

ไบโอสเปรย์  ประกอบด้วย ส่วนผสมของกรดอะมิโนที่ได้จากกรรมวิธีทางชีวภาพ (นาโนเทคโนโลยี่ โมเลกุลเล็กขนาดเซล) และ IGF-1 ซึ่งสกัดมาจากหัวน้ำนม  ซึ่งกรดอะมิโนที่ใช้เป็นส่วนผสมเฉพาะ และปริมาณที่พอเหมาะ เมื่อร่ากายได้รับจะเป็นสารอาหารตั้งต้น ในการช่วยกระบวนการกระตุ้นให้สมอง หลั่งฮอร์โมน ออกสู่กระแสเลือดของเราอย่างเป็นธรรมชาติ   ไบโอสเปรย์ ประกอบด้วย กรดอะมิโนที่จำเป็น 4 ชนิด

ได้แก่ อาร์จินีน ออร์นิทีน กลูตามีน และไลซีน ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากผลการศึกษาทางการแพทย์ ตามที่อ้างถึงในหนังสือ ของนายแพทย์โรนัลด์ คลัทซ์ ผู้ก่อตั้งและประธานสถาบันต่อต้านความชราแห่งสหรัฐอเมริกา บทที่ 16 หน้า 200 ภายใต้หัวข้อเรื่อง “คำแนะนำในการใช้สารอาหารกระตุ้นฮอร์โมน”

ไบโอสเปรย์  เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ 100% ลิขสิทธิ์สหรัฐอเมริกา โดยบริษัท I- linkage ผ่าน อ.ย. จากทุกประเทศที่ทำการตลาด ผ่านการทดสอบจากสถาบัน SAMM Laboratory (Skim Akreditasi Makmal Malaysia) ว่าปลอดภัยและปราศจากผลข้างเคียง

ส่วนประกอบสำคัญใน 60 มิลิลลิตร
กรดอะซิติก 1.2 มล. 2%
โปรตีนจากนม 0.006  มล. 0.01%
แอล-อาร์จินีล 0.0018 มล. 0.003%
แอล-ออนิทีน 0.0018 มล. 0.003%
แอล-กลูตามิน 0.0012 มล. 0.002%
แอล-ไลซีน 0.0012  มล. 0.002%

Dr.Ronald Klatz (President, American Academy Of Anti-Aging Medicine)

ได้อธิบายคุณสมบัติของกรดอะมิโนทั้ง 4 ชนิด ซึ่งเป็นส่วนประกอบของไบโอสเปรย์ ไว้ดังนี้

     Arginine    : ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มประสิทธิภาพการ
ทำงานของร่างกาย ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น แผลหายเร็วขึ้น
ช่วยการขับสารพิษของตับ เสริมสมรรถภาพ

     Ornithine  : เสริมประสิทธิภาพของ Arginine ช่วยกระตุ้นสมองในการหลั่งฮอร์โมน

     Glutamine : ในกรณีร่างกายมีความเครียด ร่างกายต้องการมาก ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์
เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

     Lysine       : เสริมประสิทธิภาพของ Arginine ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต เพิ่มความสามารถ
ในการต้านไวรัสได้ดี เช่น ภูมิแพ้ต่าง ๆ

ไบโอสเปรย์และ ไบโอสเปรย์พลัส ไม่ใช่ยา ไม่ใช่สารเคมี แต่เป็นสารอาหารในรูปของ “กรดอะมิโน” ที่มีความจำเป็นและสำคัญต่อการเสริมสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับร่างกายเรา

วัตถุดิบที่นำมาผลิตไบโอสเปรย์ และ ไบโอสเปรย์ พลัส ได้แก่ น้ำนมโคหลังคลอดภายใน 72 ชั่วโมง และถั่วขาวปลอดสารพิษจากประเทศญี่ปุ่น ทางบริษัทผู้ผลิต ไม่ใช้เนื้อสัตว์ในการผลิตเนื่องจาก ในเนื้อสัตว์มีสารปนเปื้อนค่อนข้างมาก เช่น ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต สารเร่งเนื้อแดง การใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ

คะลอยดัลกรดอะมิโน

กรดอะมิโนชนิดต่าง ๆ มีขนาดและน้ำหนักไม่เท่ากัน แต่น้ำหนักเฉลี่ยจะอยู่ที่ 110 ดาลตัน ซึ่งถือว่าเป็นสารที่มีโมเลกุลค่อนข้างเล็ก เมื่อนำมาแขวนลอยในน้ำที่ปรับความเป็นกรดด่างให้พอเหมาะ หรือบรรจุในนาโนไลโปโซม(ฟองไขมัน) จะสามารถแขวนลอยอยู่ในน้ำเสมือนสารละลายโดยไม่ตกตะกอน เราเรียกสารที่อยู่ในภาวะนี้ว่า “คะลอยดัล”(Colloidal) อนุภาคเล็ก ๆ เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องถูกย่อยอีกแล้ว เมื่ออมในปากหรือพ่นใต้ลิ้น มันสามารถดูดซึมผ่านเยื่อบุในช่องปากเข้าสู่เส้นเลือดได้เลย ทำให้มีข้อได้เปรียบ คือ

- ไม่ต้องบริโภคปริมาณมาก
- ดูดซึมได้เลยโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อย
- ออกฤทธิ์ได้เร็ว
- ไม่มีผลข้างเคียง
- สะดวกในการพกพา

ผลิตภัณฑ์ของสารอาหารในลักษณะนี้ บางแห่งเรียก “นาโนสเปรย์” เพราะอนุภาคของสารออกฤทธิ์ที่แขวนลอยอยู่นั้นมีขนาดเล็กระดับนาโน (10-9 ) การบริโภคทำได้ 2 วิธี คือ วิธีผสมน้ำแล้วอม หรือสเปรย์พ่นใต้ลิ้น มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า สารอาหารที่ให้โดยวิธีนี้สามารถดูดซึมผ่านเยื่อบุใต้ลิ้นและช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้

กลไกการทำงาน

ไบโอสเปรย์และ ไบโอสเปรย์พลัส  มีส่วนผสมของกรดอะมิโนในสัดส่วนที่เหมาะสม ที่จะทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนโดยอัติโนมัติ ฮอร์โมนที่ถูกหลั่งจากสมองจะออกมาเป็นช่วงสั้น ๆ และอยู่ในกระแสเลือดเพียงประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น และจะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงเวลาที่หลับลึกตอนกลางคืน (Slow wave Sleep) ส่วนเวลากลางวัน จะหลั่งน้อยกว่าและขึ้นอยู่กับการออกกำลังกายและการรับประทานอาหาร

ฮอร์โมนในกระแสเลือดจะเดินทางไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ อันเป็นปลายทางของการสื่อสาร อวัยวะที่รับสัมผัสกับฮอร์โมนมากที่สุด คือ ตับ เมื่อตับได้รับสัญญานจากฮอร์โมนแล้วก็จะสร้างฮอร์โมน IGF-1 ออกมาตอบสนอง ฮอร์โมนนี้ มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการเจริญเติบโต และการซ่อมแซมเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

IGF-1 คืออะไร

IGF-1 คือ องค์ประกอบของฮอร์โมน 2 ตัว ได้แก่ ฮอร์โมนอินซูลิน และฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย รวมตัวเป็นฮอร์โมนตัวเดียวกัน แล้วเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ทำให้

- ระบบภูมิต้านทานในร่างกายดีขึ้น
- ซ่อมแซมส่วนที่อ่อนแอของร่างกายให้ดีขึ้น ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง
- แก้ไขโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายให้ดีขึ้น
- ต่อต้านและชะลอความชราให้แก่ร่างกาย

 

ไบโอ สเปรย์ พลัส

ผลิตภัณฑ์สูตรเดียวกับ ไบโอสเปรย์ แต่เพิ่มเติมพิเศษด้วย “หัวน้ำนม(Colostrum Liquid) “

หัวน้ำนม(Colostrum Liquid)   คือ น้ำนมจากต่อมน้ำนมของแม่ที่กลั่นออกมาภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังคลอด มีลักษณะเป็นครีมข้น ปราศจากเลือดและเชื้อโรค  อุดมด้วยสารที่ให้ภูมิคุ้มกัน สารกระตุ้นการเจริญวัย กรดอะมิโน เกลือแร่และวิตามิน  ซึ่งช่วยให้คุณมีพลานามัยที่แข็งแรงและดูมีชีวิตชีวา

การใช้สาร IGF-1 และสารอาหารจากหัวน้ำนมผสมกับกรดอะมิโนที่กระตุ้นสมองในการหลั่งฮอร์โมน เช่น อาร์จินีน ออร์นิทีน กลูตามีนและไลซีน  ในรูปสารแขวนลอยคะลอยดัล  จึงเป็นวิธีการใช้สารอาหารเร่งการหลั่งฮอร์โมนและ IGF-1 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการใช้กรดอะมิโนล้วน ๆ  เช่น คะลอยดัลกรดอะมิโน พลัส ตราไบโอสเปรย์ สารอาหารในหัวน้ำนมจะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและฟื้นฟูผิวพรรณได้ดี  นอกจากนั้นสารอาหารที่ให้โดยวิธีนี้ ยังปราศจากไขมัน น้ำตาลและสารเจือปนอื่น ๆ ในน้ำนมด้วย

ส่วนประกอบสำคัญใน 60 มิลิลลิตร
กรดอะซิติก    1.2 มล. 3%
โปรตีนจากนม    0.3  มล. 0.5%
แอล-อาร์จินีล    0.3 มล. 0.5%
แอล-กลูตามิน    0.3 มล. 0.5%
วิตามิน    A,B1,B2,B3,B6,B9,B12,C,D
แคลเซียม โครเมียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส
โปตัสเซียม ซิเลเนียม ทองแดง โซเดียม เหล็ก สังกะสี

 

www.bionutric-hy.com

ตายแบบประหลาด 10 อันดับ

ตายแบบประหลาด 10 อันดับ

  เว็บไซต์ต่างประเทศได้รวบรวม 10 สาเหตุการตายแบบแปลกๆ ที่คร่าชีวิตคนนับพันคนต่อปี โดยอาจไม่มีใครคาดคิด   ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า คนนับแสน อาจเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง หรืออุบัติเหตุแทบทุกวัน แต่รู้หรือไม่ว่า มีคนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตเพราะตกจากเตียง หรือการพยายามดึงถุงขนมขบเคี้ยว ออกจากตู้แบบหยอดเหรียญ 

10. รถไฟเหาะตีลังกา     อันดับที่ 10 รถไฟเหาะตีลังกาคร่าชีวิตคน 4 คนต่อปี    ถึงแม้ว่า การได้รับบาดเจ็บจาก การเล่นรถไฟเหาะตีลังกาจะมีน้อยมาก แต่ในแต่ละปี มีชาวสหรัฐขึ้นเล่นเครื่องเล่น 900 คน    และมีเพียง 1 ใน 124,000 ของรายงานที่มีคนบาดเจ็บ    นอกจากนี้ ผลสำรวจในปี 1994-2004 มีคนเพียง 40 คนเท่านั้นที่เสียชีวิตเพราะรถไฟเหาะตีลังกา ขณะที่ในปัจจุบันลดจำนวนเหลือเพียง 4 คนต่อปีเท่านั้น

9. ตู้ขนมขบเคี้ยวแบบหยอดเหรียญ    อันดับที่ 9 ตู้ขนมขบเคี้ยวแบบหยอดเหรียญ เป็นสาเหตุให้คนเสียชีวิต 13 คนต่อปี   ในแต่ละปี มีคน 10-13 คน เสียชีวิตจากการโดนตู้ขนมขบเคี้ยวแบบหยอดเหรียญล้มทับ

8. มด  อับดับที่ 8 มดสามารถฆ่าคนได้ 30 คนต่อปี มีมดกว่า 270 สายพันธุ์ที่สามารถฆ่าคนได้  มดคันไฟ และมดไซฟูจากแอฟริกา(Saifu Ant) เป็นมดที่มีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตส่วนใหญ่ของคน มักเกิดจากการนอนหลับ แล้วเผลอตกลงไปบนรังมด  จนเกิดอาการช็อค จากการถูกพวกมันรุมกัด และปล่อยพิษออกมา 

7. สุนัข  อันดับที่ 7 สุนัขฆ่าคนในสหรัฐกว่า 34 คนต่อปี สุนัขกว่า 4.7 ล้านตัวจะกัดเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในสหรัฐ  และในทุกๆ วัน คนกว่า 1,000คน ถูกสุนัขกัด และมีอาการหนัก ถึงขั้นต้องเข้าห้องฉุกเฉิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มักถูกกัดที่ใบหน้า

6. แมงกระพรุน  อันดับที่ 6 แมงกระพรุนฆ่าชาวฟิลิปปินส์ราว 20-40 คนต่อปี  แม้ว่า แมงกระพรุนจำนวนมาก จะไม่ทำให้คนถึงตาย แต่ก็มีแมงกระพรุนจำนวนไม่น้อย ที่ทำให้เกิดภาวะภูมิแพ้ที่ทำให้เสียชีวิตได้

5. แท่งนํ้าแข็งแหลมๆ  อันดับที่ 5 แท่งน้ำแข็งแหลมๆ คร่าชีวิตชาวรัสเซียไปกว่า 100 คนต่อปี  ในแต่ละปี คนจำนวนหนึ่งจะเสียชีวิตจาก การถูกก้อนน้ำแข็งปลายแหลมที่เกาะบนหลังคา ตกลงมาใส่เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่เดินอยู่ตามทางเดิน  

4. พลัดตกจากเตียงนอน  อันดับที่ 4 การพลัดตกจากเตียงนอน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของชาวสหรัฐฯถึง 450 คนต่อปี  จากรายงานของศูนย์ควบคุมโรค การพลัดตกจากเตียง เป็นสาเหตุให้คนกว่า 1.8 ล้านคน บาดเจ็บสาหัส ถึงขั้นต้องเข้าห้องฉุกเฉิน  ขณะที่อีกกว่า 4 แสนคน ต้องพักรักษาตัวหลายวัน โดยเด็กทารก และผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป มักได้รับบาดเจ็บรุนแรง  

3. การขาดอากาศหายใจในระหว่างเกิดอารมณ์ทางเพศ  อันดับที่ 3 การขาดอากาศหายใจในระหว่างเกิดอารมณ์ทางเพศ คร่าชีวิตคนไป 600 คนต่อปี  โดยในระหว่างที่อารมณ์ทางเพศถึงจุดสุดยอด อาจทำให้เกิดการสำลักอากาศ หรือเกิดการบีบคอตัวเอง ซึ่งทำให้สมองขาดอ๊อกซิเจน จนเกิดอาการหน้ามืด  ซึ่งเป็น สาเหตุของการเสียชีวิต

2. ฮิปโปโปเตมัสทำร้าย   อันดับที่ 2 ในประเทศแอฟริกา มีผู้เสียชีวิตจาก การถูกฮิปโปโปเตมัสทำร้ายมากถึง 2,900 คนต่อปี  ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า ฮิปโปโปเตมัส เป็นสัตว์ที่อันตรายที่สุดในแอฟริกา มันมักรำคาญ เวลามีเรือแล่นผ่าน และมันยังมีความก้าวร้าว คาดเดาอารมณ์ได้ยาก  ที่สำคัญ มันไม่กลัวคน ดังนั้น เป็นสาเหตุให้คนจำนวนมากเสียชีวิตเพราะอยู่ในน้ำลึก และถูกฮิปโปกัด ด้วยฟันที่ใหญ่และแหลมคม  

1. การพิมพ์ข้อความโทรศัพท์มือถือขณะขับรถ  อันดับที่ 1 การพิมพ์ข้อความโทรศัพท์มือถือในระหว่างขับรถ เป็นสาเหตุให้คนสหรัฐ เสียชีวิตกว่า 6,000 คนต่อปี  จากการสำรวจของสถาบันขนส่งด้วยเทคโนโลยีเวอร์จิเนีย (VTTI) พบว่า ผู้ที่ขับรถขณะกำลังพิมพ์ข้อความ มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุถึง 23 ครั้ง

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.bionutric-hy.com

 

ความรู้ ต่อ ชีวิต

เกร็ดความรู้ที่ดีต่อชีวิต

1.เรื่องขวดน้ำพลาสติกที่บรรจุน้ำดื่มที่ขาย ๆ กันตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น ฯลฯ ปัจจุบันเพิ่งมีคนตายเพราะการนำขวดพลาสติกดังกล่าวไปบรรจุน้ำดื่มครั้งแล้วครั้งเล่าโดยสารพิษชนิดหนึ่ง   สามารถละลายออกมาปะปนกับน้ำดื่ม   เนื่องจากขวดประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียว   อายุการใช้งานสั้น ๆ เท่านั้น   ดังนั้นจึงไม่สมควรเสียดาย   นำมาบรรจุน้ำดื่มอีก รวมทั้งน้ำที่มากับขวด   หากแม้ว่าเปิดกินไม่หมดแล้วเก็บไว้ในรถยนต์   ซึ่งรถดังกล่าวอาจจอดที่ ๆ ร้อน ๆ ความร้อนก็มีผลกับสารพิษที่มากับขวดได้ ดังนั้นเมื่อเปิดดื่มแล้ว ควรดื่มให้หมดภายในระยะเวลา  1   สัปดาห์   โดยเฉพาะหากเก็บขวดนั้นไว้ที่ร้อน ๆ ถ้าเก็บที่อุณหภูมิห้องจะปลอดภัยกว่า

2.ม่านพลาสติกที่แขวนในห้องน้ำเพื่อกั้นพื้นที่แห้ง   กับเปียก มีข่าวแจ้งมาว่ามีนักจุลชีววิทยา   คนนึงในต่างประเทศ   เค้าสังเกตว่าที่ม่านพลาสติกมีคราบดำๆ   ทีแรกเค้าคิดว่าเป็นคราบสบู่   เค้าลองขูดแล้วเอาไปส่องกล้อง   ปรากฏว่าคราบดำๆ ดังกล่าว เป็นแบตทีเรียชนิดร้ายแรง   ที่เติบโตโดยอาศัย   การผายลม   การเลอ   การไอ   จาม   ของมนุษย์เรานี่แหละ   เป็นอาหารอย่างดีของมัน   เค้าแนะนำว่า เราควรถอดไปซัก   อาทิตย์ละครั้ง   หรือ   เดือนละ  2 ครั้งก็ได้   หรือถ้าไม่มีเวลาก็เดือนละครั้งก็ยังดี   นอกจากนี้เค้าเตือนว่า   อะไรที่เป็นพลาสติก ก็เข้าข่ายเหมือนกันหมด  โดยเจ้าเชื้อโรคเนี่ย มันจะเข้ามาทำอันตรายเรา ก็ต่อเมื่อ   เราป่วย   มีบาดแผล   คนแก่   คนที่ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ แล้วต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน 

3.เรื่องคนนอนดึก เราควรพักผ่อนเข้านอนเวลา  3   ทุ่ม   เนื่องจากร่างกายเรา ต้องการเวลาในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ   ขับของเสียตามอวัยวะต่าง ๆ   ย่อยอาหารให้หมด   ถ้ากินมื้อหนักตอนกลางคืน แถมนอนดึกอีก   รับรองว่าอ้วนพุงพุ้ย แน่นอน   ไขมันเผาผลาญไม่หมดมันเลยสะสมอ่ะ   แต่ถ้านอนดึกเลี่ยงไม่ได้   เพราะขนงานมาทำ   หรือติดงานอะไรก็ตาม   ควรปฏิบัติดังนี้
     3.1  งดเนื้อสัตว์   เช่น   เนื้อวัว   เนื้อหมู   ไก่   เพราะย่อยยาก ลำไส้ต้องทำงานหนัก  
     3.2  หากเราอยากกินเนื้อสัตว์   ก็ควรช่วยลำไส้ด้วยการเคี้ยวให้ละเอียด   ยิ่งเคี้ยวละเอียด   ยิ่งดี จะได้แบ่งเบาภาระลำไส้  
     3.2  ดื่มน้ำขิง ผสม น้ำผึ้ง อุ่น ๆ   หรือ   น้ำอุ่นธรรมดา + น้ำผึ้ง   หรือถ้าไม่มีอะไรเลย   น้ำอุ่นธรรมดา สัก  1 แก้วก็ได้เหมือนกัน  
     3.3  เวลานอน   ควรทำให้ช่วงท้อง  /   ฝ่าเท้าอุ่น   โดยการห่มผ้า
     3.4  ที่จริงมื้อดึก   ควรเป็นมื้อเบา ๆ อย่างเช่น   ผัก   ผลไม้   นม   ไข่   เนื้อปลา   จะดีกว่า
     3.5  ควรเลี่ยงน้ำเย็น   น้ำอัดลม   เพราะเพิ่มภาระให้ระบบภายในร่างกาย   ร่างกายเราต้องความร้อนเพราะช่วยในการย่อยอาหาร   หากดื่มแต่น้ำเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมื้ออาหาร   จะทำให้ร่างกายเราต้องพยายามปรับอุณหภูมิ   ให้อุ่นเหมาะสมก่อน   แล้วจึงนำไปใช้   การดื่มน้ำอัดลมก็ไม่มีประโยชน์อะไร   เพิ่มกรดให้ร่างกาย   แถมมีน้ำตาลที่สะสมตามร่างกายอีก

**** ถ้าอยากกินเนื้อสัตว์   ควรกินเวลา   7.00 น – 9.00   น. เนื่องจากกระเพาะเรา มีสภาพเป็นกรดสูงมากที่สุด   ดังนั้นมื้อเช้าจะจำเป็นมาก ๆ ถ้าอดมื้อเช้าไปนาน ๆ ขั้วกระเพาะเราจะเป็นปุ่มปม   และนานเข้า ๆ ก็กลายเป็นมะเร็งในกระเพาะ อย่าลืมดื่มน้ำให้ได้วันละ  8 แก้วนะ   น้ำสะอาดจะช่วยล้างของเสีย   ออกจากร่างกาย   อย่าขี้เกียจลุกไปห้องน้ำเด็ดขาด  ห้ามอดหลับอดนอนตั้งแต่ ตีหนึ่ง เด็ดขาด   เนื่องจาก   ถุงน้ำดีกำลังย่อยไขมัน   ถ้าอดนอนเวลานี้บ่อย ๆ จะเป็นนิ่วในถุงน้ำดี   ห้ามกินนมตอนเช้า   แทนข้าวเช้า   เนื่องจาก ตอนเช้ากระเพาะเป็นกรดสูงมาก   นึกสภาพดูหากเราบีบน้ำมะนาวลงในนม   จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี   กลายเป็นคอลลอยด์ มันไม่ย่อย นะจ๊ะ   ถ้าดื่มนมตอนท้องว่างแบบนี้ติดต่อกันเป็นประจำแทนข้าวเช้า   ระวังมะเร็งในไขกระดูกนะจ๊ะ   แต่ถ้าเป็นช่วงหลังอาหารเช้า   หรือ   ตอนบ่ายไปแล้ว   หรือตอนเย็นดื่มได้ตามปกติจ้า   มื้อเย็นอาจเป็นมื้อง่าย ๆ อย่างนม   กับไข่ก็ไม่ว่ากัน    ถั่วต่าง ๆ รวมทั้งธัญพืชสารพัดอย่าง   เช่น ลูกเดือย   ข้าวฟ่าง   ฯลฯ   มีประโยชน์ต่อลำไส้   คือ ช่วยกวาดเชื้อโรค   +   แบตทีเรียชนิดไม่ดี ออกจากลำไส้เรา   ควรกิน   อาทิตย์ละครั้ง   อย่างน้อย     พืชผักสีเขียว  มีคลอโรฟิว ช่วยทำให้เม็ดเลือดลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดี   เซลแต่ละเซลล์จะแข็งแรงเมื่อมีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง    ก่อนเอาผักมากิน   เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสารพิษ อย่าลืมแช่น้ำส้มสายชู  45   นาที

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.bionutric-hy.com

 

ผลไม้ ตาม กรุ๊ปเลือด

กรุ๊ปเลือด กับการเลือก ผลไม้

อาหารตามกรุ๊ปเลือดก็มีแล้ว ถึงคราวอินเทรนด์เรื่องผลไม้ตามกรุ๊ปเลือดกันบ้าง เอาไว้เป็นข้อมูลดูแลสุขภาพกันแบบง่ายๆ ค่ะ

      กรุ๊ป A โดยธรรมชาติชาวเอจะบอร์นทูบีมังสวิรัติ เพราะมีปริมาณกรดในกระเพาะต่ำ ไม่เหมาะกับเนื้อหรือนมที่ย่อยยาก แต่กลับถูกโฉลกกับผักผลไม้ โดยเฉพาะสับปะรดและเชอร์รี่ หรือผลไม้อื่นที่มีกรดสูง จะได้เข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอย่างไรล่ะ

      กรุ๊ป B คุณมีระบบย่อยที่ดีแต่ร่างกายเผาผลาญเพื่อนำพลังงานไปใช้ได้ไม่ดี จึงค่อนข้างอ้วนง่าย เป็นหวัดง่าย เหมาะกับการกินชีส นม และน้ำมันมะกอก ผลไม้ที่ดีต่อคุณคือสับปะรด กล้วย มะละกอ องุ่น ที่ย่อยง่ายและร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เร็ว

      กรุ๊ป AB ลูกผสมระหว่างสองกรุ๊ปแรก การกินอาหารจึงต้องผสมผสานตามไปด้วย คนกรุ๊ปเอบีมักมีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันและกรดในกระเพาะต่ำ ต้องกินผักและเนื้อให้สมดุล ผลไม้ที่เหมาะคือ องุ่น พลัม เบอร์รี่ทั้งหลาย รวมทั้งสับปะรดและส้มโอ จะช่วยรักษาสมดุลกรด-ด่างในกระเพาะอาหารได้

      กรุ๊ป O ขั้วตรงข้ามกับกรุ๊ปเอ กระเพาะคุณมีความเป็นกรดสูงจึงเหมาะกับการย่อยเนื้อ และมีแนวโน้มอ้วนง่าย ผลไม้ที่เหมาะคือเกรพฟรุ๊ตและเบอร์รี่ต่างๆ ที่จะช่วยสร้างสมดุลในกระเพาะได้ ไม่ทำให้ระคายเคือง

ที่มา : mail.google.com

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.bionutric-hy.com

 

เหนื่อยง่าย

เหนื่อยง่าย

อาการเหนื่อยง่ายสำคัญอย่างไร

อาการเหนื่อยง่ายเป็นสัญญาณเตือนอันตรายอย่างหนึ่งของร่างกาย โดยปกติแล้วท่านอาจรู้สึกเหนื่อยได้ หากท่านผ่านการทำงานหนัก หรือออกกำลังกาย แต่หากท่านมีอาการเหนื่อยง่ายอย่างฉับพลัน เหนื่อยง่ายอยู่บ่อย ๆ รู้สึกเหนื่อยหลังจากล้มตัวลงนอน ท่านกำลังตกอยู่ในภาวะที่ต้องใส่ใจสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นอาจหมายถึง “อันตรายจากโรคภัย” ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวท่าน

อาการเหนื่อยง่ายเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

โรคปอด เช่น โรคหอบหืด โรคปอดบวม หลอดลมอักเสบเรื้อรัง มะเร็งปอด น้ำท่วมปอด หรือถุงลมปอดโป่งพอง

โรคหัวใจ เช่น หัวใจขาดเลือด การทำงานของหัวใจล้มเหลว หรือลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว

ปัญหาของเส้นเลือด หรือเลือด เช่น ภาวะเลือดจาง หรือมีการอุดตันของเส้นเลือดในปอด

ความเครียด ความวิตกกังวล

ภาวะเลือดเป็นกรดมากกว่าปกติ ซึ่งสามารถเกิดได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ภาวะเกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุลย หรือการขาดน้ำอย่างรุนแรง

การขึ้นที่สูงอย่างรวดเร็ว โดยที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

การสูบบุหรี่

ปฎิกริยาแพ้ต่อสารกระตุ้น

เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจ เช่น สำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหลอดลม

สมรรถภาพกายต่ำกว่าปกติ หรือสุขภาพกายไม่สมบูรณ์

เหตุอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ เช่น อ้วน ต่อมทอนซิลโต ผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น แอมเฟตตามีน แต่ในบางรายก็ไม่สามารถค้นหาสาเหตุได้พบ

อาการที่ควรพบแพทย์ทันที

เหนื่อยแม้ขณะพัก

เหนื่อยง่ายร่วมกับมีอาการเจ็บบริเวณหน้าอก

เหนื่อยง่ายร่วมกับไอเป็นเลือด

อาการที่ควรพบแพทย์โดยเร็ว

เหนื่อยง่ายที่อาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

เหนื่อยง่ายร่วมกับมีไข้ และรู้สึกไม่สบาย

เหนื่อยง่ายร่วมกับมีเท้าบวม

อาการที่ควรพบแพทย์เมื่อมีโอกาส

เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายขณะที่ออกกำลังกาย

ถ้ามีอาการเหนื่อยง่าย หรือความสามารถในการออกกำลังกายของท่านเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ท่านควรปรึกษาแพทย์ และถ้าท่านสูบบุหรี่ควรเลิกสูบทันที

ที่มา : bangkokhealth.com

เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แบ่งตามกรรมวิธีในการผลิต
สุราแช่หรือสุราหมัก(Fermentation) คือ สุราที่ได้จากการหมักวัตถุดิบ กับราและ/หรือยีสต์ ไม่ได้กลั่นและรวมถึงสุราแช่ที่ได้ผสมกับสุรากลั่นแล้ว แต่ยังมีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 15 ดีกรี เช่น ไวน์ แชมเปญ สาโท อุ กระแช่ น้ำตาลเมา สาเก ไวน์คูลเลอร์ สปาร์คกลิ้งไวน์ เบียร์ เป็นต้น
สุรากลั่น(Distillation) คือ การนำเอาสุราแช่มากลั่น เพื่อให้ได้แอลกอฮอล์ที่สูงขึ้น และรวมถึงสุรากลั่นที่ผสมกับสุราแช่แล้ว แต่มีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่า 15 ดีกรี เช่น วิสกี้ บรั่นดี คอนยัค วอดก้า จิน รัม ตากีล่า เหล้าขาว ลิเคียว  เป็นต้น
แบ่งด้วยขั้นตอนในการเตรียมการก่อนดื่ม
เครื่องดื่มที่สามารถดื่มได้ทันที(Ready to Drink) ไม่ต้องมีขั้นตอนในการปรุงหรือผสมอีก ได้แก่ ไวน์ บรั่นดี คอนยัค เบียร์ เครื่องดื่ม RTD (เช่น บาคาร์ดี้  สปาย) รวมทั้งเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อื่นๆด้วย
เครื่องดื่มที่มีการเตรียมการก่อนดื่ม(Prepared Beverage) คือเครื่องดื่มที่ต้องมีการปรุงหรือผสมกอนดื่ม เช่น วิสกี้ ค็อกเทล
แบ่งตามช่วงเวลาของมื้ออาหาร เนื่องจากชาวตะวันตกนิยมดื่มขณะรับประทานอาหาร
เคร่องดื่มก่อนอาหาร (Aperitif) ใช้ดื่มเพื่อดับกระหายหรือเรียกน้ำย่อย
ไวน์ ใช้ดื่มระหว่างมื้ออาหาร ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารแต่ละจาน
เครื่องดื่มหลังอาหาร(Digestif) มักเป็นเครื่องดื่มหรือเหล้าที่มีรสหวาน เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร
สุราที่ใช้กันโดยทั่วไปในการนำมาผสมเป็นเครื่องดื่มค็อกเทล มี 5 ประเภท ดังนี้

แอพเพอริทิฟ (Aperitif) คือเหล้าที่นิยมดื่มก่อนอาหาร เป็นเครื่องดื่มเก่าแก่จัดอยู่ในประเภทเหล้ายา นิยมมากในประเทศฝรั่งเศส อิตาลี ทำจากเหล้า เหล้าองุ่น สมุนไพร และเครื่องเทศ แบ่งเป็น 3 ชนิด

เวอร์มุท (Vermouth) เป็นเหล้ายาทำจากรากไม้และเครื่องเทศ มีกลิ่นและรสชาติแตกต่างกันออกไป รสชาติของเวอร์มุทคล้ายกับยาบำรุงเลือดของไทย เวอร์มุทเป็นสุราหมักชนิดหนึ่ง บางครั้งเราอาจจะจัดอยู่ในประเภทไวน์เจริญอาหารก็ได้ ฉะนั้น เวอร์มุทจึงเป็นสุราที่ทำมาจากองุ่น (ไวน์) และได้ผ่านการปรุงแต่งกลิ่นรสด้วยพืชสมุนไพร เครื่องเทศ  เราสามารถเรียกอีกอย่างว่า อโรมาติก ไวน์ (Aromatic Wine-ไวน์ที่มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศ)  หรือ แอปเพอร์ริทิฟ ไวน์ (Aperitif Wine-ไวน์เจริญอาหาร) ก็ได้เพราะเป็นสุราที่ทำมาจากเหล้าองุ่นถึง 75%

ต้นกำเนิดของ เวอร์มุท มาจากประเทศ อิตาลี (Italy)  นอกจากอิตาลีแล้ว ฝรั่งเศสก็เป็นอีกประเทศที่ผลิตเวอร์มุทอย่างแพร่หลาย ไม่มีข้อแตกต่างของเวอร์มุทที่ทำในฝรั่งเศสและอิตาลี เพียงแต่มีข้อเด่นคือ ฝรั่งเศส เชี่ยวชาญการผลิตเวอร์มุทแบบดรายและสีใส (Dry White)  ส่วนอิตาลีเด่นในทางผลิตเวอร์มุทแบบหวานและสีแดง (Sweet Red) การทำเวอร์มุทค่อนข้างยุ่งยาก ส่วนสำคัญคือ เหล้าองุ่น โดยทั่วไปใช้ ”องุ่นขาว” ที่ไม่มีรสชาติ (ไม่ใช่เสีย) Vermouth มีหลายยี่ห้อ เช่นMartini, Cinzano,Barbero,Dubonet,Pimm’s No.1 เป็นต้น ลักษณะงานที่ใช้ต่างกัน
 
บิตเตอร์ (Bitter) เป็นเหล้ายาที่มีรสขม ชาวยุโรปนิยมดื่มแก้โรคกระเพาะ ซึ่งชาวยุโรปเชื่อว่า Bitter จะช่วยย่อยอาหารได้ Bitterบางชนิดมีรสขมมาก บางชนิดขมอมหวาน เช่น Campari,Fernet Branca,Branca Menta,Angostura Bitter

อนิซ (Anis) เป็นเหล้ายาสีเหลืองใสทำจากเมล็ดของ Anis กลิ่นหอมเย็นๆนิยมดื่มแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เช่น Pernod,Ricard,Pastis เป็นเหล้าที่มีดีกรีสูงที่สุดในบรรดาเหล้าด้วยกัน
เหล้าแอพเพอริทิฟ นอกจากนิยมดื่มเพื่อเป็นยาแล้วยังนิยมนำไปทำเครื่องดื่มผสมอื่นๆอีกมากมายโดยเฉพาะ Knock Out เป็นเมนูที่มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วโลก
 
สปิริต (Spirit) คือ สุราที่ได้จากการกลั่น ทั้งหมด ได้แก่

บรั่นดี (Brandy) เป็นเหล้าที่นิยมดื่มกันมาก เกิดจากการหมักองุ่นให้เป็นไวน์ (Wine) แล้วจึงนำมากลั่นเป็นบรั่นดี จากนั้นนำไปเก็บบ่มให้ได้ สี กลิ่น รส ที่ดี บรั่นดี ที่มี ขายตามท้องตลาดทั่วๆไป แบ่งเป็น 3 ประเภท
Domestic Brandy (บรั่นดีพื้นเมือง) คือบรั่นดีที่ผลิตจากองุ่นแล้วนำมากลั่นเป็นบรั่นดีอีกที เช่น Regency Brandy , German Brandy
Premium Brandy (บรั่นดีเกรดสูง) เป็นบรั่นดีราคาแพงที่เก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กนานๆ โดยระบุคุณภาพเป็นอักษรย่อ หรือชื่อพิเศษ เช่น คอนยัค (Cognac) อาร์มายัค (Armagnac)
Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้) คือบรั่นดีที่ทำจากผลไม้อื่นๆที่ไม่ใช่ผลองุ่นซึ่งจะให้กลิ่นรสแตกต่างกันไป แบ่งเป็น 2 ชนิด
White Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้สีขาว) ผลิตจากการกลั่นผลไม้ โดยไม่ต้องบ่มในถังไม้ จะได้กลิ่นหอม และรสของผลไม้นั้นๆนิยมแช่ให้เย็นแล้วดื่มโดยไม่ผสม หรือจะนำไปผสมในค็อกเทลต่างๆก็ได้
Colour Fruit Brandy (บรั่นดีผลไม้ที่มีสี) ผลิตจากการกลั่นผลไม้ แล้วนำไปเก็บบ่มในถังไม้โอ๊ก ผลไม้ที่นำมากลั่นเช่น
แอปเปิ้ล เรียกว่า Apple Brandy,Calvados,”Apple Jack
เชอร์รี่ เรียกว่า Kirschwasser,Kirsch
พลัมเรียกว่า Slivovits,Prunelle,Quetsch
แพร์เรียกว่า Poire William
ราสเบอร์รี่เรียกว่า Flamboise
นอกจากนี้ยังสามารถทำจากผลไม้อื่นๆอีกมากมายซึ่งอาจเรียกบรั่นดีผลไม้ประเภทนี้ว่า “Eau-de-Vie”
 
บรั่นดี นโปรเลียน คอนยัค
คุณภาพและอายุของบรั่นดีและคอนยัค จะบ่งบอกโดยอักษรย่อดังนี้

V = Very
S = Superior
O = Old
P = Pale
E = Especial
F = Fine
X = Extra
ถ้านำอักษรย่อมารวมกันจะมีความหมายดังนี้

X.O. = Extra Old หรือ  V.V.S.O.P. = Very very Superior Old Pale ซึ่งแสดงว่า มีการเก็บบ่มเป็นเวลา 20-40 ปี
V.O. = Very Old หรือ V.S.O.P. = Very Superior Old Pale แสดงว่ามีการหมักบ่มเป็นเวลา 12-20 ปี
V.S. = Very Superior แสดงว่ามีการหมักบ่มเป็นเวลา 5-9 ปี
วิสกี้ (Whisky,Whiskey) คือสุรากลั่นที่ทำจากข้าวหรือข้าวข้าวโพดหรือ Grain ชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิดก็ได้โดยนำมาหมักแล้วกลั่นให้มีดีกรีสูงขึ้น จากนั้นนำไปเก็บบ่มในถังไม้โอ๊กเพื่อให้ได้สี กลิ่น รสที่ดีขึ้น แต่ก่อนจะนำมาบรรจุขวด บางชนิดยังนำไปปรุงแต่ง สี กลิ่น รสอีกครั้ง เพื่อให้ได้มาตรฐานตามความนิยมของผู้บริโภค วิสกี้ที่นิยมมาก นอกจากวิสกี้ของท้องถิ่นแล้ว วิสกี้จากต่างประเทศที่นิยมกันมากก็มี Scotch Whisky, Irish Whisky, American Whisky, Canadian Whisky ซึ่งจะมีเอกลักษณ์ในด้าน กลิ่น และรสชาติที่แตกต่างกันออกไป
วิสกี้มี้นตอนการผลิต 5 ขั้นตอน คือ วิสกี้โดยทั่วไปแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

สก๊อตวิสกี้ (Scotch Whisky) คือวิสกี้ที่ผลิตในประเทศ “สก๊อตแลนด์”
เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Bourbon Whiskey) คือวิสกี้ที่ผลิตในประเทศ “อเมริกา”
ไอริชวิสกี้ (Irish Whiskey) คือวิสกี้ที่ผลิตในประเทศ “ไอร์แลนด์”
แคนาเดียนวิสกี้ (Canadian Whisky) คือวิสกี้ที่ผลิตในประเทศ “แคนาดา”
วิสกี้ที่ผลิตในประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากข้อกล่าวข้างต้นเช่น  อังกฤษ, ญี่ปุ่น, จีน, ไทย  เป็นต้น
 
สก๊อตวิสกี้ (Scotch Whisky) เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Bourbon Whiskey)
ยิน (Gin) เป็นเหล้าสีขาว ที่มีกลิ่นหอมของผลจูนิเปอร์ ทำมาจากการ กลั่นข้าวหรือ Grain และผสมกลิ่นรสชาติของสมุนไพร และผลจูนิเปอร์ เป็นที่นิยมกันมากในฮอลันดา สมัยก่อนจึงเรียกจินว่า “Dutch Courage”และได้รับการเปลี่ยนชื่อให้เรียกสั้นๆว่า Gin

ยินเป็นสุราอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการกลั่นของการหมักของกากน้ำตาล, เมล็ดธัญญพืช  (ซึ่งก็มี เมล็ดข้าวโพด, เมล็ดข้าวบาร์เล่ย์, เมล็ดข้าวไรย์ และเมล็ดข้าวอื่นๆ)  ยินเป็นสุราขาว (ใสไม่มีสี) ที่มีความลงตัวระหว่างความ ดราย (Dry) หรือ ไม่หวาน และกลิ่นรสสดชื่นของผลจูนิเปอร์ สมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ  ซึ่งทำให้ยินแตกต่างจากสุราทั่วไป ปัจจุบันผลิตกันในหลายๆประเทศ กลิ่นและรสชาติก็แตกต่างกันไปเพราะมีเปลี่ยน แปลงทั้งวิธีการผลิตและส่วนผสม ยินที่ผลิตจากประเทศฮอลันดา รสจะเข้มข้นมาก นิยมดื่มโดยไม่ผสม แต่ควรแช่ให้เย็นจัดจินจากอังกฤษและอเมริกา นิยมดื่มเป็นเครื่องดื่มผสม ที่รู้จักกันแพร่หลายเช่น Gin Tonic ,Orange Blossom ,Tom Collins, Martini

ยินที่รู้จักกันดีในประเทศไทยเช่น Bombay, Sapphire, Beefeater, Gordon, Gilbey’s ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้คำว่า London Dry Gin

สำหรับประเทศไทย เหล้าที่มีกลิ่นคล้ายเหล้ายินต่างประเทศ ที่เกิดขึ้นรายแรกคือ อังเคิล ทอม จี (Uncle Tom-G) คุณสมบัติไม่แพ้ยิน อเมริกา หรือ อังกฤษ ข้อดีอีกข้อก็คือ ราคา ซึ่งเป็นจุดแข็ง ของสินค้าทำให้เหมาะสม ในการนำมาปรุงเป็นค็อกเทล
 
จิน ยี่ห้อต่างๆที่มีขายในเมืองไทย อังเคิล ทอม จี : Uncle Tom-G
 
รัม (Rum)  จัดเป็นประเภท Spirit เป็นเหล้าที่กลั่นจากอ้อยหรือกากน้ำตาล ผลิตมากตามหมู่เกาะฝั่งทะเลคาร์ลิเบียน ซึ่งปลูกอ้อยกันมาก ผลิตและจำหน่ายหลายประเทศ เช่น Puerto Rican สีClear, Jamaica จะเป็นสีDark, Cuban จะเป็นสี Light, Gold, Dark เป็นต้น
White Rum หรือ Light Rum (รัมสีขาว) ในขบวนการผลิตค็อกเทลจะเรียกWhite ว่า Clear เป็นรัมที่มีสีใส
Silver Rum  คือรัมชนิดต้องเก็บบ่มในถังไม้เพื่อให้กลิ่นรสดีขึ้น  เหมาะสำหรับนำไปผสมค็อกเทลที่ไม่ต้องให้สีเปลี่ยน
Gold Rum (รัมสีทอง) เป็นรัมที่มีสีเหลืองใส ได้จากการเก็บบ่มไว้ในถังไม้เพื่อให้เกิดสี หรือผสมสี กลิ่น รสชาติ ด้วยคาราเมล (Caramel) ที่ได้จากการเคี่ยวน้ำตาล เป็นสีเหลืองทอง เพื่อให้ได้เหล้ารัมที่มีกลิ่นสี รสชาติมากขึ้นกว่าเดิม
ดาร์ค รัม (Dark Rum) รัมสีดำเป็นรัมที่มีสีเกือบดำ ได้จากการเก็บบ่มไว้ในถังไม้เพื่อให้เกิดสี และผสมกับคาราเมล ที่ได้จากการเคี่ยวน้ำตาล จนเป็นสีดำเกือบไหม้ จะได้กลิ่นและรสชาติมากขึ้น
เหล้ารัม นิยมนำไปผสมเป็นค็อกเทลมาก ที่รู้จักกันมากคือ Rum Coke หรือ Cuba Libre นอกจากนี้ยังนำไปผสมกับเครื่องดื่มชนิดอื่นๆเช่น น้ำผลไม้ต่างๆโดยเฉพาะที่เรียกว่า Punch จะเป็นเครื่องดื่มที่เข้ากันได้ดีมากกับรัม เหล้ารัมที่จำหน่ายจะมีดีกรีราว 40 ดีกรี แต่มีหลายชนิดผลิตให้มีดีกรีสูงมากถึง 75.5 ดีกรี หรือที่เขียนว่า 151 Proof เพื่อให้เครื่องดื่มผสมมีความแรงเพิ่มขึ้น

บ้านเราก็มี เหล้ารัม กันมานานแล้ว แต่ผู้บริโภคส่วนมากไม่รู้จักว่าเหล้ารัมคืดเหล้าประเภทไหน ทำมาจากอะไร ยังแยกแยะกันไม่ออก ตัวอย่างเหล้ารัมบ้านเราคือ แม่โขง แสงโสม หงษ์ทอง ซึ่งจัดเป็น ดาร์ค รัม (Dark Rum) ส่วนไวท์ รัม (White Rum) ก็คือ เหล้าขาว ที่มีขายตามท้องตลาดทั่วๆไป

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเหล้าที่มีกลิ่น และคุณภาพ คล้าย ไวท์ รัม (White Rum) ของต่างประเทศก็คือ อังเคิลทอม อาร์ (Uncle Tom-R)

เรื่องราวของรัม (Rum) เกิดขึ้นจาก การผจญภัยของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส  ภายหลังจากที่เขาได้เดินทางไปยังหมู่เกาะต่างๆ แล้วนำต้นอ้อย มาทดลองปลูกในหมู่เกาะ เวสต์ อินดีส (West Indies) หรือหมู่เกาะอินเดียตะวันตกเป็นผลสำเร็จ ที่จริงแล้ว ในระยะต้นนี้ จุดประสงค์หลักของการปลูกอ้อยก็คือเพื่อนำไปผลิตน้ำตาล  อย่างไรก็ตาม ผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลก็คือกากน้ำตาลจากอ้อย ซึ่งเราเรียกอีกอย่างได้ว่า มอลลาส (Molasses) นั้น ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป แต่ก็มีผู้สังเกตุเห็นว่า กากน้ำตาลเหล่านี้ เกิดการหมักตัวเองขึ้นตามธรรมชาติ  จึงได้มีการทดลองนำกากน้ำตาลมาผลิตสุราดูบ้าง  ซึ่งก็ได้ผลดี และเราเรียกสุราชนิดนี้ว่า “ รัมเบลเลียน ” (Rumbellion) หรือ “ รัม ” (Rum) แหล่งที่ทำการผลิตเหล้ารัม อยู่ในแถบหมู่เกาะคาริบเบียน (Caribbean), อินโดนีเซีย (Indonesia), อินเดีย (India) และ อเมริกา (America) แต่รัมที่มีชื่อเสียงมาก  ส่วนใหญ่จะมาจากทางแถบหมู่เกาะคาริบเบียน ซึ่งเป็นหมู่เกาะทางอเมริกาใต้ เช่น บาบาโด๊ส (Barbados), จาไมก้า (Jamaica)
 
วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตรัม คือ น้ำตาลจากอ้อย (Sugar Cane) และ กากน้ำตาลจากอ้อย (มอลลาส)  เสน่ห์ของรัมอยู่ที่กลิ่นหอมของน้ำตาลอ้อยที่เจือจางอยู่ในน้ำรัม ซึ่งผู้ผลิตจะต้องใช้ความละเอียดอ่อน ในการผลิตเพื่อเก็บรักษาคุณสมบัตินี้ไว้ให้ดีที่สุด  และปริมาณแอลกอฮอล์ของเหล้ารัม จะอยู่ที่ 40 ดีกรี
 
ดาร์ค รัม
Dark Rum โกลด์ รัม
Gold Rum ไลท์ รัม
Light Rum อังเคิลทอม อาร์
Uncle Tom-R
 
วอดก้า (Vodka) คำว่า “Vodka” หรือ Wodka” มาจากภาษารัสเซียคือ “Zhiznennia Voda” แปลว่า “Water of Life” บ้างก็แปลว่า “Little Water” วอดก้าเป็นที่ยอมรับของชาวอเมริการาวประมาณปี ค.ศ. 1946 วอดก้าเป็นเหล้าสีขาวใส มีกลิ่นเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่รู้สึก ดีกรี 40-60 สมัยก่อนไม่เป็นที่รู้จัก แต่ในปัจจุบันเป็นเหล้าที่นิยมกันมาก เป็นเหล้าที่หมักจากข้าว หรือมันฝรั่งและอ้อยแล้วแต่วัตถุดิบของผู้ผลิตประเทศนั้นๆ  ผ่านการกรองและดูดกลิ่นจนเหลือสีเจือปนและกลิ่นน้อยที่สุด วอดก้าของรัสเซีย หรือโปแลนด์บางชนิดนิยมแช่สมุนไพร หรือเครื่องเทศเพื่อให้เป็นเหล้ายา แต่ไม่ค่อยพบในท้องตลาดบ้านเรา
คำว่า “It will leave you breathless”ที่ชาวยุโรปพูดกันจนชิน คือ เมื่อดื่มวอดก้า  แล้วจะไม่มีกลิ่นติดค้างเมื่อหายใจ ค็อกเทลที่ผสมวอดก้าที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ Screw Driver, Bloody Mary, Vodka Martini,Salty Dog’s เป็นต้น ส่วนเหล้าวอดก้าที่เรารู้จักกันดีในประเทศไทย คือ Borzoi , Smirnoff, Stolighinaya, Ursus, Skyy,
  ปัจจุบัน วอดก้าสามารถผลิตกันได้ทั่วทุกมุมโลก แม้กระทั่งประเทศไทยเอง ก็สามารถผลิตได้เหมือนมากจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปคือ อังเคิล ทอม วี (Uncle Tom-V)และอังเคิล ทอม เบอร์ 9(Uncle Tom No.9)
  วอดก้า มีต้นกำเนิดในแถบยุโรปตะวันออก  โดยเฉพาะ รัสเซีย (Russia) และ   โปแลนด์ (Poland) ซึ่งมีอากาศหนาวเย็น  ผู้คนแสวงหาเครื่องดื่มที่จะช่วยให้พวกเขาต่อสู้กับความหนาวเย็นได้  วอดก้า เป็น นิวโทรล์ สปิริต (Neutral Spirt) คือ สุราที่มีความเป็นกลาง กล่าวคือ ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี และ ไม่มีรส  แต่วอดก้าราคาถูกอาจมีรสขมติดปลายลิ้น หรืออาจ  มีกลิ่นของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต หลงเหลืออยู่
 
วัตถุดิบในการผลิตของวอดก้านั้น มีหลากหลายชนิด นับตั้งแต่ มันฝรั่ง (Potato), เมล็ดข้าว (Grain) เช่น เมล็ดข้าวโพด (Corn) และเมล็ดข้าวสาลี (Wheat)  แต่ส่วนมากจะ ใช้ธัญญพืช ในการผลิต สำหรับประเทศที่มีการผลิตวอดก้านี้ ไม่ใช่จะมีแต่ประเทศรัสเซียเท่านั้น แต่ยังมีประเทศอื่นอีกที่มีการผลิตเหล้าชนิดนี้ เช่น ประเทศอเมริกา(America) และประเทศโปแลนด์ (Poland) เป็นต้น
  ถ้าดูจากกฏหมายที่ระบุความเป็นเหล้าวอดก้าแล้วอาจจะไม่นึกอยากดื่มด้วยซ้ำเพราะ วอดก้าจะต้องไม่มีบุคลิก, ไม่มีสี,  ไม่มีกลิ่น, ไม่มีรส แต่ทว่าเอกลักษณ์อันนี้ทำให้วอดก้าเป็นเหล้าที่ใช้ผสมที่ดีที่สุด เพราะแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ช่วยเน้นรสชาติของสิ่งที่ผสมลงไปทำให้เกิดความหอมหวานยิ่งขึ้น และใช้ผสมกับสุราอื่นๆได้ทุกชนิด นอกจากนี้   วอดก้ายังได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เมื่อดื่มแล้ว จะทำให้เกิดอาการเมาค้างในวันรุ่งขึ้นได้น้อยที่สุดในบรรดาสุราทุกชนิด
 
วอดก้า ยี่ห้อต่างๆ ที่มีขายในเมืองไทย อังเคิลทอม : Neutral Spirit
 
ตากีล่า (Tequila) ตากีล่า เป็นเหล้าสีขาวกลิ่นแรง หมักจากพืชที่เรียกว่า Mezcal ผลิตในประเทศเม็กซิโก ปกติตากีล่าจะมีสีขาว แต่บางชนิดมีสีเหลืองทองจากการเก็บบ่มในถังไม้ ปกติชาวพื้นเมืองเม็กซิโก นิยมดื่มเหล้าตากีล่าโดยไม่ผสม ในแถบบ้านเรา(ประเทศไทย) มักจะนิยมใส่แก้ว Shot ก้นหนาๆ เพื่อนำไปกระแทกกับโต๊ะพื้นไม้ หรือ โฟเมก้าให้มีเสียงดังๆก่อนดื่ม และจะหยิบเกลือใส่ปากก่อนแล้วบีบมะนาวตาม จากนั้นก็จะยกเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว เพื่อให้รสชาติของเหล้าคลุกเคล้ากับเกลือ และมะนาวในปาก ในปัจจุบันนิยมนำตากีล่ามาทำเป็นค็อกเทลกันมากขึ้นเช่น Tequila Sunrise, Margarita ,Matador เป็นต้น เหล้าตากีล่าที่รู้จักกันดีในประเทศไทยคือ El-Toro,Sirra

เตกิล่า (Tequila) เป็นสุราเม็ซคัล (Mezcal) คือสุราพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก (Mexico) ชาวเม็กซิกัน (Maxican)   รู้จัก

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตจากต้น ” อากาเว่ ” (Agave’)  หรือ พืชตระกูลป่าน ที่มีลักษณะแกนกลางของลำต้นอวบใหญ่ เต็มไปด้วยแป้ง  ใบสีเขียวเข้ม มาตั้งแต่ ค.ศ. 250-300  ต่อมาชาวสเปนในเม็กซิโกเริ่มเรียนรู้ว่า มีอากาเว่บางพันธุ์เท่านั้นที่สามารถนำมาผลิตสุราคุณภาพดี  สุราที่ผลิตจากอากาเว่นี้ เรียกกันว่า “อา-กวาร์เดนเต้ เดอ อากาเว่” (Aguardiente de agave’) นับจนถึงสมัยศตวรรษที่ 19 สุราชนิดนี้เปลี่ยนเป็นมีชื่อเรียกตามถิ่นกำเนิด คือเตกิล่า (Tequila) ซึ่งเป็นชื่อเมืองที่ผลิตสุรา  ส่วนต้นบลูอากาเว่ (Blue Agave’) นั้น เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต เตกิล่า จะต้องใช้เวลาปลูกนาน 8 – 12 ปี ถึงจะนำมาใช้ผลิตเตกิล่าได้ อย่างไรก็ตาม หากมีการบำรุงไม่ดีพอ จะทำให้ใช้เวลาปลูกนานกว่านั้น ถึงจะใช้ผลผลิตได้
   
ลำต้น (แกนกลาง) อากาเว่ ต้น อากาเว่
เตกิล่าไม่จำเป็นต้องเก็บบ่ม แต่ก็มีหลายยี่ห้อที่ทำการเก็บบ่มเพื่อให้รสชาตินุ่มนวลขึ้น เราจึงพบว่ามีเตกิล่า หลายชนิด   ในท้องตลาด ได้แก่
เตกิล่าสีขาว (ซิลเวอร์-Silver) เมื่อกลั่นเสร็จแล้วจะต้องนำไปผสมน้ำให้เจือจางเพื่อให้ได้ปริมาณ   แอลกอฮอล์ตามต้องการและพักไว้ 15-20 วันจึงจะบรรจุขวดได้
เตกิล่าสีทอง (โกล์ด-Gold) สีทองของเตกิล่าได้จากสีของถังไม้ที่เก็บบ่มเช่นเดียวกับวิสกี้หรือคอนยัค ทำให้รสชาตินุ่มนวลขึ้น ตามมาตรฐานของรัฐบาลเม็กซิกันนั้น การเก็บบ่มเตกิล่าสีทองจะต้องบ่มอย่างน้อย 2 เดือนไปจนถึง 6 เดือน แล้วจะได้เตกิล่า ที่มีสีทองอ่อนๆ เตกิล่าชนิดนี้ ภาษาเม็กซิกัน เรียกว่า “รีโพซาโด เตกิล่า” (Reposado Tequila)
เตกิล่า อันเยย-โฮ (Anejo) เป็นเตกิล่าสีทอง ที่มีการเก็บบ่มในถังไม้โอ๊ค นานอย่างน้อย 1 ปี  จะให้รสชาตินุ่มนวล ซึ่งได้มาจากการหมักบ่มที่ได้ที่ และเป็นชนิดที่มีราคาแพงที่สุด
วิธีดื่มเตกิล่า (Tequila)

ดื่มแบบ ”ช๊อต” (Shot) คือดื่มเพียวๆ ในแก้วเล็กทรงสูง
ดื่มเพียวๆ เป็นช๊อต ตามด้วยน้ำส้มคั้นที่ปรุงด้วยเครื่องเทศ
ชูทเตอร์ส (Shooters) คือ เลียเกลือที่ทาไว้ที่มือ แล้วดื่มเตกิล่า ตามด้วยมะนาวสดชิ้นเล็กๆ (ซึ่งวิธีนี้ เป็นวิธีที่นิยมที่สุดในการดื่มเตกิล่า)
นำมาผสมค็อกเทล เช่น
มาการิตต้า (Margarita)  ผสมโดยใช้เตกิล่ากับลิเคียว รสส้ม (เช่นแกรนด์มาเนียร์ หรือ ทริปเปอร์ เซ็ค) และ   เติมน้ำมะนาว  เขย่ากับน้ำแข็ง  เสริฟในแก้วค็อกเทล   ที่ทาเกลือไว้ที่ขอบแก้ว 356, 359 แก้วมาการิตต้า
สแลมเมอร์ (Slammers) บางทีเรียก “ป๊อบ หรือ ป๊อบเปอร์” (Pop, Poper)  โดยการใช้ โฮเซ่ คูวโว่ โกล์ด ½ ช๊อต (แก้วช๊อต) แล้วเติมด้วย เซเว่น อัพ หรือ สไปร์ท ในสัดส่วนที่น้อยกว่า ปิดปากแก้วด้วย ผ้ารองแก้ว หรือ  กระดาษรองแก้ว (หรือที่เราเรียกว่า โคลส์เตอร์-Coaster) ยกเสริฟโดยใช้แก้วกระแทกไปกับโต๊ะ ทำให้เกิดฟองฟู่ขึ้น แล้วดื่มทันที
ลิเคียว Liqueur or Cordial (เหล้าหวาน) Liqueur and Cordial มีความหมายคล้ายกัน ส่วนใหญ่คำว่าLiqueur มักจะหมายถึงเหล้าหวานของประเทศแถบยุโรป ส่วน Cordial หมายถึงเหล้าหวานของประเทศสหรัฐอเมริกา Cor หมายถึง Heart เหล้าหวาน เป็นการผสมสุราชนิดใดก็ได้กับความหวาน และเพิ่มสี กลิ่น และรสลงไปด้วย โดยจะใช้สี กลิ่น รสของผลไม้ สมุนไพร เครื่องเทศ หรือแม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดของผลไม้ก็ได้ จะเห็นว่าเหล้าหวานมีสีต่างๆมากมาย อาจดื่มเปล่าๆ หรือ เพียวๆหรือแบบผสมน้ำแข็ง หรือจะนำไปผสมค็อกเทลให้มีสีสวยงาม เป็นกลวิธีในการเลือกดื่มเหล้าหวานจะเน้นรสชาติเป็นส่วนใหญ่

คำว่า “ลิเคียว” หมายถึงเหล้าหวาน เป็นเหล้าที่ผลิตได้จากการนำเอาเหล้า (Spirit) ชนิดต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บรั่นดี  แล้วมีการเติมสิ่งที่ให้กลิ่น (Flavoring) เช่น ผลไม้, เมล็ดของผลไม้, สมุนไพร, รากไม้หรือเครื่องเทศต่างๆ และมีการเพิ่มความหวานให้มากขึ้นโดยอาจจะเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม การเติมความหวานจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของลิเคียวซึ่งส่วนมาก จะมีความหวานตั้งแต่  30 บริ๊กซ์ ขึ้นไป

เหล้าลิเคียวแบ่งได้เป็นชนิดหลักๆ ดังนี้คือ
ฟรุตลิเคียว (Fruit Liqueur) หรือลิเคียวผสมกลิ่นผลไม้ เป็นเหล้าหวานที่ผลิตได้มาจากการนำเอาแอลกอฮอล์ มาเติมกลิ่นโดยใช้ผลไม้ต่างๆ เช่น แอปริคอท (Apricot), ลูกพีช (Peach), ลูกเชอร์รี่ (Cherry) และส้ม (Orange) เป็นต้น
ฟรุตลิเคียวที่มีขายในตลาดเมืองไทยและเป็นที่นิยม เช่น แกรนด์ มาเนียร์ (Grand Marnier), คอนโทร์ (Cointreau),   คาลัวร์ (Kahlua), มาลิบู (Malibu) และทริปเปอร์ เซค (Triple Sec) เป็นต้น
  
ฟรุตลิเคียวที่มีขายในเมืองไทย   Ploy Fruit Liq
 
แพลนต์, เฮิรบ์ ลิเคียว (Plan, Herb Liqueur) หรือลิเคียวผสมกลิ่นเครื่องเทศ, สมุนไพร เป็นเหล้าอีกชนิดหนึ่งที่มีการผลิตเช่นเดียวกับฟรุตลิเคียว ลิเคียวชนิดนี้การผลิต ส่วนใหญ่จะมีการเติมสีสังเคราะห์ลงไปเพื่อได้สีตามต้องการ แพลนต์ลิเคียวที่มีขายในตลาดเมืองไทยและเป็นที่นิยม เช่น ดรัมบุย (Drambuie), และเบเนดิคทีน ดอม (Benedictine D.O.M) เป็นต้น
ครีมลิเคียว (Cream Liqueur) หรือลิเคียวที่มีส่วนผสมของครีมเป็นหลัก  เป็นลิเคียวอีกชนิดที่มีการผลิตเฉพาะ   ตัวมันเองเป็นพิเศษ (Spcial Style) ซึ่งส่วนผสมหลักๆจะเป็น แอลกอฮอล์ กับ ครีม (หรือนม) นั่นเอง ครีมลิเคียวที่มีขายในเมืองไทยและเป็นที่นิยม เช่น Baileys Irish Cream (เบย์ลี่ส์ ไอริช ครีม), Carolans Irish Cream (คาโรแลนส์ ไอริช ครีม)
 
เบย์ลี่ส์ ไอริช ครีม
 
ไวน์ (Wine)เนื่องจากไวน์ ไม่ค่อยนิยมนำมาผสมเป็นเครื่องดื่มจำพวกค็อกเทล จึงไม่ขอเสนอรายละเอียดให้มากนัก จะเสนอไว้อย่างคร่าวๆเพื่อให้ทราบถึงการแบ่งจำพวกกลุ่มของเหล้า ไวน์คือสุราหมักชนิดหนึ่งที่ใช้องุ่นเป็นวัตถุดิบในการผลิต คำว่า Wine (ไวน์) มีรากฐานมาจากคำว่า Vine (ไวน์) แปลว่า เถาวัลย์หรือเถาองุ่น โดยทั่วไปแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
สตีล ไวน์ (Still Wine) หรือไวน์ไม่มีฟอง เป็นไวน์ที่ผลิตจากองุ่น  และมีปริมาณแอลกอฮอล์  ประมาณ 9-14% ส่วนเทเบิ้ลไวน์  (Table Wine) ก็เป็นสตีลไวน์ชนิดหนึ่ง (ซึ่งเป็นไวน์เกรด และคุณภาพต่ำที่สุด)
สปาร์คลิ้ง ไวน์ (Sparkling Wine) หรือไวน์มีฟอง เป็นไวน์ที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปนอยู่  แชมเปญ (Champagne) ก็เป็นสปาร์คลิ้งไวน์ประเภทหนึ่ง  สปาร์คลิ้งไวน์ส่วนใหญ่ใช้ดื่ม ฉลองชัยชนะ การประสบความสำเร็จหรือ การเริ่มสิ่งใหม่
แอปเพอร์ริทีฟ ไวน์ (Aperitif Wine) คือไวน์เจริญอาหาร หรือไวน์ปรุงแต่งกลิ่นรส ไวน์ประเภทนี้ที่นักดื่มรู้จักดี คือ เวอร์มุท (Vermouth) ซึ่งปรุงแต่งให้มีกลิ่นหอมเครื่องเทศและสมุนไพร  ไวน์ประเภทนี้ใช้ดื่มเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อนรับประทานอาหาร
ฟอร์ทิฟายด์ ไวน์ (Fortified Wine) เป็นไวน์ปรุงแต่งให้มีดีกรีสูงกว่าไวน์ธรรมดา โดยนำสตีลไวน์ธรรมดาไปเคล้าผสมกับเหล้าบรั่นดี ก่อนทำการบรรจุขวด ไวน์ชนิดนี้ที่คนทั่วไปรู้จักกันดีได้แก่
เชอร์รี่(Sherry)  เช่น Tio Pepe (ทิโอ เปเป้), Harveys Bristol Cream (ฮาเว่ย์ บริสตอท ครีม),Solero (โซเรโร่), Kirsberry (คิสเบอร์รี่) เป็นต้น
พอร์ท(Port) เช่น Taylor’s Special Ruby (เทย์เล่อส์ สเปเชี่ยล รูบี้),  Taylor’s Special Tawny (เทย์เล่อส์ สเปเชี่ยล ทวอนี่)  เป็นต้น
สตีลไวน์ (Still Wine) แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามสีของไวน์  ดังนี้

ไวน์แดง (Red Wine) หรือ เรด ไวน์
ไวน์ขาว (White Wine) หรือ ไวท์ ไวน์
ไวน์ชมพู (Rose Wine) หรือ โรเซ่ ไวน์
ไวน์ทั้ง 3 ประเภทนั้นแตกต่างกันตรงวัตถุดิบคือพันธุ์องุ่น ส่วนกรรมวิธีการผลิตใช้วิธีการคล้ายคลึงกัน
 
ไวน์แดง (Red Wine) วัตถุดิบหลักที่นำมาผลิตไวน์แดงนั้น คือองุ่นแดงหรือม่วง ไวน์แดงที่ได้รับความนิยมในหมู่นักดื่มไวน์ คือไวน์ที่ผลิตจากองุ่นพันธุ์ คาร์เบอเน่ โซวิญอง (Carbernet Sauvignon), องุ่นพันธุ์ เมอร์โล (Merlot) จากเขตบอร์โดซ์ (Bordeaux) ประเทศฝรั่งเศส
ไวน์ขาว (White Wine) วัตถุดิบหลักที่นำมาผลิตไวน์ขาวนั้น คือองุ่นขาวหรือองุ่นเขียว  ไวน์ขาวที่ได้รับความนิยมมากคือไวน์ที่ผลิตจากองุ่นขาวพันธุ์ ชาดอนเน่ (Chadonnay) จากเขตเบอร์กันดี (Burgundy) ประเทศฝรั่งเศส ไวน์ขาวมีความแตกต่างจากไวน์แดง คือ องุ่นที่นำมาผลิตจะเป็นองุ่นขาวหรือองุ่นเขียว  ส่วนขั้นตอนการหมัก ไวน์ขาวจะไม่หมักรวมกับเปลือก และก้านขององุ่น
ไวน์ชมพู (Rose Wine) หรือโรเซ่ ไวน์ชมพูมีความแตกต่างจากไวน์ขาวตรงที่ ใช้องุ่นแดงในการผลิต  และขั้นตอนการหมัก  ไวน์ชมพูจะหมักทั้งเปลือกและก้านไปสักระยะหนึ่งประมาณ 21 ชั่วโมง แล้วแยกเศษเปลือกและก้านออก  ส่วนวิธีการผลิตขั้นตอนอื่นๆ จะใช้วิธีเดียวกันกับการผลิตไวน์แดง
จะเห็นได้ว่า โลกของเหล้ามีเยอะมาก(ที่อ่านมานี้ ยังไม่ได้ครึ่งเลย) เหล้าทุกชนิดสามารถนำมาทำค็อกเทลได้หมด แต่ขอให้เรารู้จักเหล้าตัวนั้นก่อน บางท่านไปซื้อหนังสือมาอ่าน อยากมีความรู้เรื่องค็อกเทล เผื่อเพื่อนๆ อาจจะมา Dinner ที่บ้าน แต่แล้วก็ทำไม่ได้ เพราะในหนังสือบอกชื่อเหล้าที่เราไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้จัก  จะไปหาซื้อ ก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน ,,,สุดท้ายหันไปหันมาดื่มเบียร์ หรือไม่ก็วิสกี้ ดีกว่า…แต่น่าเสียดายถ้าท่านจะทำอย่างนั้น เพราะค็อกเทลเป็นเหล้าที่มีรสชาติที่หลากหลาย ทำได้ทุกรสชาติ ที่ท่านอยากจะดื่ม เป็นหมื่น เป็นแสนชนิด …ลองดูครับ อร่อยกว่าเบียร์และวิสกี้แน่นอน

ที่มา : chaopraya.biz

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.bionutric-hy.com

 

บุหรี่

บุหรี่

จากรายงานการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่า ในกลุ่มผู้สูบหรี่จะมีโอกาสหรือความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 2.4 เท่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูบบุหรี่ที่เป็นโรคความดันเลือดสูงหรือมีไขมันในเลือดสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดถึง 1.5 เท่า แต่หากผู้สูบบุหรี่นั้นเป็นทั้งความดันเลือดสูงและไขมันในเลือดจะเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 8 เท่าของคนทั่วไป

โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ติดบุหรี่จะทำให้เส้นเลือดเสื่อมและเกิดความตีบตันเร็วมากกว่าผู้ไม่สูบถึง 10-15 ปี
องค์การอนามัยโลกได้ระบุว่า 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบเป็นผลจากการสูบบุหรี่
ในสตรีบุหรี่ที่ได้รับยาคุมกำเนิด จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่าสตรีทั่วไปถึงเกือบ 40 เท่า และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบและเกิดโรคระบบหลอดเลือดสูงกว่าสตรีทั่วไปด้วย

นอกจากนี้ มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 10 เท่า โดยความเสี่ยงจะเพิ่มจากจำนวนบุหรี่ที่สูบ และในกลุ่มผู้ที่เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันนั้น ครึ่งหนึ่ง(ร้อยละห้าสิบ) จะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุเลย และอีกร้อยละ 25 จะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล นั่นคือ หากเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันขึ้นแล้ว โอกาสจะมีชีวิตอยู่จะน้อยลง และมีปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตต่อไปด้วย “Your heart is your life” “หัวใจของคุณคือชีวิตของคุณ”
การสูบบุหรี่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้อย่างไร

พยาธิกำเนิด หรือการเกิดโรคหัวใจ หรือโรคระบบหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่เชื่อว่า มาจากสารนิโคตินและก็าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่พิสูจน์ได้ในสัตว์ทดลองส่วนสารอื่น ๆ ในควันบุหรี่ที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุร่วมคือสารแคดเมี่ยม ไนตริคออกไซด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์คาร์บอนไดซัลไฟด์ สารเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเส้นเลือดที่นำไปสู่การที่เกิดเส้นเลือดหัวใจตีบคือเกิดเส้นเลือดแข็ง ผนังเส้นเลือดหนา เกร็ดเลือดจับตัวเส้นเลือดหัวใจหดตัว หัวใจเต้นไม่ปกติ ผลคือ ทำให้เลือดเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ หัวใจขาดออกซิเจน เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ นอกจากนี้หากเกิดกับเส้นเลือดที่ไปเสี้ยงสมองก็จะทำให้สมองขาดออกซิเจนเช่นกันเป็นผลให้สมองเสื่อมสภาพ นำไปสู่การเป็นอัมพฤต อัมพาต หากเกิดกับเส้นเลือดที่แขน ขา จะทำให้ปวดขามากเวลาเดินเพราะกล้ามเนื้อขาดออกซิเจน อาจนำไปสู่การเน่าของแขน ขา ถึงกับต้องตัดขาได้
นอกจากการสูบบุหรี่แล้ว สาเหตุอื่นของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบคือ โรคความดันเลือดสูง ไขมันเลือดสูง เบาหวาน โดยการสูบบุหรี่จะเป็นตัวเร่งให้ผู้ที่เป็นเหล่านี้เกิดการตีบตันของเส้นเลือดเร็วขึ้น

สารพิษอะไรในบุหรี่ที่มีผลต่อหัวใจ

ควันบุหรี่ประกอบด้วยสารต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 4,000 ชนิด ซึ่งอยู่ภายในใบยาสูบและเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมี สารเคมีหลักที่ทำให้เกิดผลต่อหัวใจคือ
รูปหัวใจ

ในส่วนของผู้ที่เป็นโรคเส้นเลือดตีบแล้ว บางครั้งต้องใช้ศัลยกรรมช่วยแก้ไข ตัดต่อเส้นเลือด และหากผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับคำแนะนำ (แกมบังคับ) ให้เลิกบุหรี่ พบว่าหากผ่าตัดแล้วยังสูบบุหรี่ต่อโอกาสเกิดเส้นเลือดตับตันอีกจะสูงมาก และอัตราการรอดชีวิตจะต่ำกว่าผู้ที่เลิกบุหรี่ได้
1. นิโคติน เป็นสารเสพติด สารที่ทำให้คนติดบุหรี่ และเมื่อดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจะมีผลโดยตรงต่อสมองและต่อมหมวกไต ทำให้มีการหลั่งสารต่าง ๆ ออกมา เช่น นอร์อดรีนาลิน โดปามิน ชีโรโทนินิ เกิดปฏิกิริยาขึ้นหลายอย่าง มีการกด-กล่อมประสาท ความดันเลือดสูงขึ้น ทำใจเต้นเร็วขึ้นเส้นเลือดแดงหดตัว ซึ่งเป็นปัจจจัยที่ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบ ลิ้นของหัวใจมีการตีบตันจากกลิ่มเลือดและเกล็ดเลือดไปจับตัวกันมีการหนาตัวขึ้นขยายผนังด้านในทำให้ระบบไหลเวียนไม่เป็นไปตามปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากบุหรี่

2. คาร์บอนมอนนอกไซด์ ในควันบุหรี่ประกอบด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์ในปริมาณสูงและสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วมีความสามารถในการแย่งที่ออกซิเจนในการจับกับเม็ดเลือดแดง ทำให้ร่างกายรับออกซิเจนน้อยลง ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น
3. สารไทโอไซยาเทน พบสารไทโอไซยาเนทในปริมาณสูง สารนี้เมื่อถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดแล้ว จะถูกทำลายพิษที่ตับและสะสมในร่างกาย เช่นในน้ำลาย ปัสสาวะ เลือด เราจึงสามารถนำน้ำลายเลือด มาตรวจในผู้ที่สูบบุหรี่ได้

การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยให้โรคหัวใจดีขึ้นหรือไม่
 
ในผู้สูบบุหรี่น้อยกว่า 20 มวนต่อวัน การหยุดสูบบุหรี่จะลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตทางโรคหัวใจขาดเลือดและถ้าหากเลิกสูบบุหรี่เป็นเวลามากกว่า 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเท่ากับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ส่วนผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือหัวใจขาดเลือดหากเลิกบุหรี่จะลดอัตราตายลงได้ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจซ้ำอีก

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ประธานศัลยแพทย์ของสหรัฐอเมริกาสรุปว่า “การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบทั้งชายและหญิงของสหรัฐอเมริกา” นั่นคือ การไม่สูบบุหรี่จะเป็นการลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจที่สำคัญที่สุดและในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแล้ว การเลิกสูบบุหรี่จะเป็นการลดอัตราการเกิดโรคซ้ำและลดอัตราตายได้

ถ้าคุณยังไม่อยากเลิกสูบบุหรี่ควรทำอย่างไร
1. สูบบุหรี่ในบริเวณที่จัดเป็นเขตสูบบุหรี่ได้เท่านั้นไม่ควรสูบในเขตปลอดบุหรี่ เช่น สถานที่ราชการ ธนาคาร รถโดยสาร สรรพสินค้า
2. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ต่อหน้าบุตรหรือภรรยาเพราะนอกจากบุคคลใกล้ชิดจะได้รับควันหลงหรือสูบบุหรี่มือสองที่นอกจากจะทำให้เกิดโรคและพิษภัย เช่นเดียวกับผู้สูบแล้ว บุตรจะมีพฤติกรรมเลียนแบบบิดามารดาในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

ถ้าคุณอยากเลิกสูบบุหรี่ควรทำอย่างไร
1. ตั้งใจ ตัดสินใจ แน่วแน่ ว่าต้องการเลิกบุหรี่ด้วยตนเอง
2. กำหนดวัน “ปลอดบุหรี่” ของตนเอง อาจเป็นวันสำคัญของศาสนา วันเกิดตนเองหรือบุตร ภรรยาไม่ควรเลือกช่วงเวลาที่งานเครียด
3. ทิ้งบุหรี่และอุปกรณ์ทั้งหมด เพื่อมิให้สิ่งเหล่านี้มากระตุ้นความอยากบุหรี่อีก
4. แจ้งแก่คนในครอบครัวที่ทำงาน นายจ้าง เพื่อนสนิท เพื่อร่วมงาน เพื่อให้เป็นกำลังใจ เป็นแรงสนับสนุนให้เลิกได้สำเร็จ
5. ให้งดสุรา กาแฟ อาหารรสจัด ละเว้นการรับประทานอาหารให้อิ่มเกินไป ไม่ควรนั่งโต๊ะอาหารนาน ๆ เพราะหลังอาหารทุกมื้อจะเกิดความอยากบุหรี่อีก
6. ในช่วงแรกที่อดบุหรี่จะรู้สึกหงุดหงิด ให้สูดหายใจเข้า-ออกลึก ๆ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อลดความอยากหรืออาจอาบน้ำ
7. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หางานอดิเรกทำเพื่อคลายเครียด เพราะส่วนใหญ่หลังเลิกบุหรี่น้ำหนักตัวจะขึ้นการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ลดอาหารหวาน จะเป็นการควบคุมน้ำหนักได้ทางหนึ่ง

ที่มา : school.net.th

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.bionutric-hy.com

 

โรค กระเพาะอาหารอักเสบ

โรค กระเพาะอาหารอักเสบ
 
โรคกระเพาะ ถ้าจะใช้คำทางการแพทย์ที่ละเอียดขึ้นไป อาจจะต้องแบ่งออกเป็นกระเพาะอาหารอักเสบ กับเรื่องของแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีลักษณะอาการใกล้เคียงกัน โดยกระเพาะอาหารอักเสบอาจจะมีการอักเสบของผิวกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จนในที่สุดทำให้เกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะคือการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS
 
การอักเสบของกระเพาะอาหาร ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น การอักเสบแบบเฉียบพลัน กับการอักเสบแบบเรื้อรัง ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ แต่คนส่วนใหญ่จะมีอาการเพียงเล็กน้อยและรักษาหายในเวลาไม่นาน
 
อาการของกระเพาะอาหารอักเสบ
มีอาการจุก แสบเสียด ร้อน หรือแน่น ๆ อาหารไม่ย่อย ที่บริเวณท้องส่วนบน หรือลิ้นปี่  คลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากอาหาร มีลมเยอะ ท้องอืด รู้สึกจุกแน่นท้องมากเวลาทานอาหาร บางคนอาจมีอาการน้ำหนักลดลง กระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่จะร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดแสบร้อนในท้องส่วนบน กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง จะรู้สึกแน่น ๆ จุก ๆ หรือไม่ค่อยอยากอาหาร ทานได้ไม่มากก็จะรู้สึกแน่น แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการเลยก็ได้

ในบางครั้งจะมีอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร แต่พบได้น้อย ถ้ามีอาการเลือดออกในทางเดินอาหารจะมีอุจจาระที่เป็นสีดำเหมือนถ่าน และไม่แข็งเป็นก้อน (ต่างจากคนที่รับประทานธาตุเหล็กเสริมซึ่งอุจจาระจะดำเช่นกัน แต่แข็งเป็นก้อนตามปกติ) ซึ่งหากมีอาการนี้ เป็นลักษณะที่แสดงว่าต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจโดยทันที หากมีอาการดังกล่าวเกินกว่าหนึ่งสัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจและรับการรักษา แต่ถ้ามีอาการเลือดออกทางเดินอาหาร ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนปนเลือด ควรพบแพทย์ทันที

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้แก่
การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ในคนที่เป็นกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง
การใช้ยาแก้ปวดในกลุ่ม Nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs)เช่น aspirin, ibuprofen (Advil, Nurofen), Ponstan, voltaren หรือ naproxen จะทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบได้หากมีการใช้ยากลุ่มนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือใช้ในปริมาณมาก เนื่องจากยากลุ่มนี้จะไปทำลายชั้นผิวของกระเพาะอาหารเช่นกัน
การใช้แอลกอฮอล์ปริมาณมาก จะทำให้กิดการกัดทำลายกระเพาะ และทำให้มีกรดในกระเพาะมากกว่าปกติ
ความเครียด
น้ำดีไหลย้อน Bile reflux disease. น้ำดีถูกสร้างจากตับ และเก็บไว้ในถุงน้ำดี เมื่อน้ำดีออกมายังลำไส้ส่วนต้น จะไม่ย้อนกลับเข้ามานกระเพาะ แต่ถ้ากล้ามเนื้อที่ปลายกระเพาะผิดปกติ จะทำให้มีการย้อนของน้ำดีเข้ามาในกระเพาะทำให้เกิดการอักเสบได้
ภาวะแทรกซ้อน
ถ้าหากเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรังและไม่ทำการรักษา อาจจะเสี่ยงทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร และแผลในกระเพาะอาหารบางชนิดจะมีโอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารได้  ดังนั้นหากทำการรักษากระเพาะอาหารอักเสบแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมเช่นการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร หรือการตรวจดูการติดเชื้อ H pylori
การตรวจวินิจฉัย
ถึงแม้ว่าจะสามารถให้การวินิจฉัยได้จากประวัติ อาการ และการตรวจร่างกาย แต่ในบางครั้งแพทย์จำเป็นต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เพื่อการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาต่อไป
การตรวจเลือด ในการตรวจเลือดจะสามารถตรวจหาการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ได้ โดยการตรวจหา antibodies ของเชื้อนี้ ถ้าตรวจพบภูมิแปลว่าเคยได้รับเชื้อตัวนี้มาก่อน การตรวจเลือดยังตรวจดูว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นผลจากการมีเลือดออกจากกระเพาะ
การตรวจ Breath test เป็นการตรวจง่าย ๆ โดยตรวจดื่มนน้ำยาที่มีลักษณะเป็น radioactive carbon molecules. ถ้ามีการติดเชื้อสารนี้จะแตกตัวออกและถูกดูดซึมเข้าร่างกาย และจะถูกขับออกมาทางลมหายใจ ซึ่งจะมีเครื่องมือที่ตรวจจับขณะที่คุณหายใจออกมาในถุงที่จัดไว้ให้
การตรวจอุจจาระ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการตรวจหาเชื้อตัวนี้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถตรวจดูว่ามีเลือดปนในอุจจาระหรือไม่ ซึ่งจะบอกเรื่องการมีเลือดออกในทางเดินอาหารได้
การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น การตรวจนี้จะทำให้เห็นความผิดปกติที่อยู่ในทางเดินอาหารได้ โดยแพทย์จะส่องกล้องเข้าไปทางปากเพื่อตตรวจดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้ส่วนต้น ถ้าหากพบว่ามีผิวของทางเดินอาหารที่ผิดปกติแพทย์อาจจะทำการตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาต่อไป โดยทั่วไปใช้เวลาเพียง 20-30 นาที แต่อาจจะให้นอนสังเกตอาการสองหรือสามชั่วโมงจากการให้ยา
ยาที่ใช้ในการรักษากรดในกระเพาะอาหาร
Antacids. เป็นยาที่มีขายตามร้านขายยา อาจจะเป็นยาน้ำ เช่น alum milk หรือยาเม็ด antacid กลุ่มนี้ ทำหน้าที่เพียงทำให้ลดความเป็นกรดในกระเพาะ หรือช่วยเคลือบกระเพาะ และช่วยลดอาการปวดได้
Antacids. เป็นยาที่มีขายตามร้านขายยา อาจจะเป็นยาน้ำ เช่น alum milk หรือยาเม็ด antacid กลุ่มนี้ ทำหน้าที่เพียงทำให้ลดความเป็นกรดในกระเพาะ หรือช่วยเคลือบกระเพาะ และช่วยลดอาการปวดได้
ยากลุ่มยับยั้งการปั๊มกรด shut down acid ‘pumps.’ ยากลุ่มนี้ทางการแพทย์เรียกว่า proton pump inhibitors โดยการป้องกันไม่ให้เซลล์กระเพาะส่งกรดเข้ามาในกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้จะได้ผลดีขึ้นแต่ราคาก็แพงขึ้นด้วยเช่น omeprazole (losec), lansoprazole (Prevacid), and esomeprazole (Nexium)
ปัญหาทางเดินอาหารอาจจะเกิดจากหลาย ๆ เหตุผล รวมถึงเรื่องพฤติกรรมของตัวคุณเองด้วย โดยทั่วไปการปฏิบัติตัวของคนที่มีปัญหาทางเดินอาหารควรปฏิบัติตัวดังนี้
ฝึกให้ระเบียบวินัยในการรับประทาน ทานให้ตรงเวลา ทานในปริมาณที่พอเหมาะ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานของเผ็ด ของหมักดอง พริกน้ำส้ม น้ำอัดลม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว
งดการดื่มแอลกอฮอล์
งดบุหรี่
หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด ยกเว้น paracetamol ซึ่งไม่กัดกระเพาะ
ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้น้ำหนักเกินมาตรฐาน เพราะถ้าหากว่าปล่อยให้อ้วน จะมีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อน ท้องอืด ท้องผูกได้ง่าย
ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยทำให้เรื่องการไหลเวียนเลือด และช่วยให้กล้ามเนื้อลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ลดอาการท้องผูกได้
จัดการกับความเครียด ถ้าหากว่ามีความเครียด จะทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวาย เส้นเลือดสมอง และทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง และยังเพิ่มการสร้างกรดของกระเพาะอาหาร และทำให้การย่อยอาหารแย่ลงด้วย

ที่มา : facebook.com/DrCarebear

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.bionutric-hy.com

 

คนอีสานป่วยมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี สูงสุด

คนอีสานป่วยมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี สูงสุดในโลก

น่าตกใจพบ 30-40 คน/ 1 แสนคน…….
นายแพทย์สุรวิทย์  คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข   เปิดเผยว่า  ขณะนี้ประชาชนไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน กำลังเผชิญกับปัญหาโรคมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี  จากการประชุมร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา  มีการเสนอข้อมูลน่าสนใจ  พบว่าอัตราการป่วยจากโรคมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี เมื่อเทียบกับประชากรทุก 100,000 คน กา ซึ่งค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 1-2 คน    แต่สำหรับประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15 คน  โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบอัตราป่วยมะเร็งชนิดนี้สูง 30-40 คน มากกว่าที่ใดๆในโลก  ยิ่งไปกว่านี้ ในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป จะมีอัตราเกิดโรคมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดีสูงถึงประมาณ  80 คนต่อแสนประชากร  ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น่าตกใจ  จัดว่าเป็นปัญหาของภาคนี้โดยตรง ต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วน

นายแพทย์สุรวิทย์กล่าวว่า ขณะนี้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดทำโครงการตรวจหาผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้ง 2 ชนิดนี้ ร่วมกับโรงพยาบาลศูนย์ของกระทรวงสาธารณสุข 4 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลอุดรธานี โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี และโรงพยาบาลมหาราช จ.นครราชสีมา ซึ่งจะขยายเครือข่ายลงสู่โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียง เหนือทั้งหมด

ในอนาคต  จะเสนอแผนจัดหาเครื่องอัลตร้าซาวด์แบบดิจิตอลตรวจหาโรคมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี และโรคอื่นๆเช่น โรคนิ่ว ในโรงพยาบาลชุมชน ที่มีราคาไม่สูงมากนัก ราคาประมาณเครื่องละ 500,000- 800,000 บาท  จะทำให้เราสามารถตรวจหามะเร็ง 2 ชนิดนี้ได้เร็วขึ้น การรักษาก็จะได้ผลมากกว่าเดิม  ซึ่งปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตหลังรักษาต่ำกว่าร้อยละ 10  แต่หากเราสามารถตรวจและรู้ได้เร็ว ให้การรักษาเร็ว จะทำให้การรักษาได้ผลเพิ่มขึ้น  อัตราตายภายใน 10 ปีอาจลดลงได้ถึงร้อยละ 50 ก็ได้  ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะนำเสนอรัฐบาล เพื่อเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วน ระดับต้นๆ ที่ต้องทำการรณรงค์ป้องกัน  โดยเน้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นายแพทย์สุรวิทย์กล่าว

นายแพทย์สุรวิทย์กล่าวต่ออีกว่า  สาเหตุของของโรคมะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งตับ เชื่อว่าเกิดมาจากพฤติกรรมการกินปลาดิบจำพวกปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด ทำให้เกิดพยาธิใบไม้ในตับ  นอกจากนี้ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังชอบกินปลาร้าดิบที่อาจมีสารก่อ มะเร็งชนิดนี้  ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหาจะต้องเริ่มที่การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร โดยขณะนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ทำโครงการรณรงค์เรื่องนี้อย่างกว้างขวาง    ในระดับโรงเรียน  ได้จัดทำหลักสูตรเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารในกลุ่มเด็กนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4-6  ส่วนในกลุ่มประชาชน จะอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อย่างเข้มข้นในเรื่องการแนะนำ การรณรงค์ชาวบ้าน ไม่ให้กินอาหารสุกๆดิบๆหรือปลาร้าดิบ

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.bionutric-hy.com

 

สาวออฟฟิศ กับปัญหาผิวพรรณ

ปัญหาผิวพรรณของสาวออฟฟิศ

ท่ามกลางความสะดวกสบายในสำนักงาน สาวออฟฟิศหลายคนอาจมองข้ามปัญหาผิวพรรณที่มากับอุปกรณ์สำนักงาน เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องถ่ายเอกสาร หลอดไฟ ซึ่งมีผลกระทบต่อผิวพรรณความสวยความงามได้เหมือนกัน

- รังสีจากเครื่องถ่ายเอกสาร
พนักงานที่ทำงานใกล้ชิดกับเครื่องถ่ายเอกสารตลอดทั้งวัน อาจได้รับแสงยูวีที่ปล่อยออกมาจากหลอดไฟพลังงานสูงผนวกกับความร้อนจาก เครื่องถ่ายเอกสาร เสี่ยงต่อการเกิดกระฝ้าได้ รวมทั้งแสงวาบที่เข้าตาก็อาจทำให้ปวดตาและปวดศีรษะได้  ดังนั้นจึงควรปิดฝาครอบเครื่องถ่ายเอกสารให้สนิททุกครั้งที่ถ่ายเอกสาร นอกจากนี้ไอน้ำหมึกที่ระเหยออกมาก็ทำให้เกิดอาการเวียนหัวได้ ดังนั้นจึงไม่ควรตั้งเครื่องถ่ายเอกสารไว้ในที่ๆ ไม่มีอากาศถ่ายเท วิธีแก้ไขคือควรแยกห้องเฉพาะซึ่งมีการระบายอากาศที่เหมาะสม หรือติดตั้งพัดลมดูดอากาศ?

- แสงจากหลอดไฟอ่านหนังสือ
หลอดไส้ (หลอดทังสเตน) เป็นหลอดไฟที่ปลอดภัยจากรังสียูวี แต่จะให้ความร้อนสูงพอควร เราไม่ควรอยู่ใกล้หลอดไฟเกินไปเวลาใช้งาน เพราะหลอดไฟทำให้เกิดความร้อนกับหน้าได้มาก ต้นเหตุของความร้อนคือรังสีอินฟราเรดซึ่งมีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดการสร้าง เมลานินและอาจทำให้หน้าเกิดกระได้   หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ก็ถือว่าเป็นหลอดไฟที่ปลอดภัย เพราะปลดปล่อยรังสียูวีเอซึ่งเป็นสาเหตุของกระฝ้าออกมาในระดับที่ปลอดภัย แต่ไม่ควรเข้าไปใกล้มากกว่า 100 ซม. และไม่ควรอยู่ในบริเวณที่มีหลอดไฟเหล่านี้หลายๆ หลอดเป็นเวลานาน อย่างเช่นบริเวณหน้าตู้โฆษณา ตู้โชว์สินค้า โต๊ะเขียนแบบ   วิธีการใช้หลอดไฟเพื่อให้ความสว่างอย่างปลอดภัยในการอ่านหนังสือหรือทำงาน ดึกคือ ให้ส่องไฟไปที่ผนังสีขาว แล้วให้แสงไฟสะท้อนกลับมาเป็นแสงทุติยภูมิ แสงจะนวลตาและช่วยถนอมสายตา รวมถึงลดความร้อนจากการสัมผัสผิวหน้า ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระได้ นอกจากนี้ควรปรับความเข้มแสงให้เหมาะสมกับงาน เช่น งานเขียนหนังสือควรติดตั้งให้แสงมีความสว่างประมาณ 100-200 ลักซ์ สำนักงานควรมีความสว่างประมาณ 500-1000 ลักซ์?

- แสงจากหลอดไฟเมทัลเฮไลด์ (Metal Halide Lamp)
หลอดไฟส่องสินค้า ไฟประดับ ไฟเวที รวมไปถึงหลอดไฟในอุปกรณ์ไฮเทค อย่างเช่น เครื่องฉายแผ่นใส เครื่องฉายแอลซีดี ส่วนใหญ่ทำมาจากหลอดไฟฮาโลเจนหรือหลอดไฟ Metal Halide สำหรับหลอดฮาโลเจน การปลดปล่อยรังสียูวีจะอยู่ในระดับที่ปลอดภัย  แต่สำหรับหลอดแบบเมทัลเฮไลด์ การปล่อยรังสียูวีเอจะค่อนข้างเข้มข้น การทำงานที่อยู่ในแนวของแสงที่มาจากหลอดไฟชนิดนี้เป็นเวลานานมีความเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดกระฝ้าได้ ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวอุปกรณ์ต่างๆ ใช้หลอดไฟแบบไหน กฎง่ายๆ คือสาวออฟฟิศควรหลีกเลี่ยงการทำงานใกล้กับแหล่งกำเนิดแสงที่มีความสว่างมากๆ เป็นเวลานาน?

- การแผ่รังสีจากคอมพิวเตอร์
โดยทั่วไปผู้ผลิตสินค้าจะควบคุมคุณภาพสินค้าให้มีการปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าออกมาในระดับที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ทางด้านข้างและด้านหลังจอคอมพิวเตอร์จะมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมามากกว่าทาง ด้านหน้าจอ  ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการนั่งทำงานทางด้านข้างและด้านหลังจอภาพ คอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปในร่างกายซึ่งเป็นที่ถกเถียงในวงการ วิชาการและการแพทย์ว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้ โดยทั่วไปสาวออฟฟิศควรนั่งห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 14-24 นิ้ว และห่างด้านข้างและด้านหลังจอมากกว่า 24 นิ้ว หรือไม่ก็บอกให้เจ้านายเปลี่ยนมาใช้จอแบนแบบแอลซีดีหรือโน๊ตบุคแทน?

- ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ
สาวๆ ที่ต้องอยู่ในสำนักงานเย็นฉ่ำเป็นประจำอาจประสบปัญหาผิวแห้งขาดความชุ่มชื้น ได้ สำหรับคนที่ผิวแห้งอยู่แล้วเพราะไขมันใต้ผิวหนังมีน้อย จะยิ่งสูญเสียน้ำออกไปมากกว่าคนผิวมันที่มีไขมันใต้ผิวหนังช่วยป้องกันการ สูญเสียน้ำ ในภาวะผิวแห้งจะปรากฏลักษณะเป็นเส้นเล็กบนผิวชั้นบนสุดจากการขาดน้ำ เป็นริ้วรอยชนิดรอยย่นแบบตื้น มักปรากฏบริเวณผิวอ่อนรอบดวงตาหรือข้างแก้ม  ดังนั้นควรทามอยเจอร์ไรเซอร์หรือดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ และควรระวังเชื้อราที่จะเกิดขึ้นและฟุ้งกระจายอยู่ในห้องจากเครื่องปรับ อากาศ (ที่ไม่ค่อยได้ทำความสะอาดหรือไม่มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม) ด้วย

ที่มา :  Health

 ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.bionutric-hy.com